"การค้าเสรี" เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทัน เพราะยุคนี้ไม่เพียงข้อมูลข่าวสารจะหลั่งไหลข้ามโลกอย่างรวดเร็ว
"สินค้าและบริการ" ก็ต้องพร้อมกระจายไปเจาะผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในทุกหัวระแหงเช่นกัน โดยตลาดที่มีศักยภาพสูงจูงใจสินค้าจากทุกมุมโลกหนีไม่พ้นตลาดใน"ภูมิภาคเอเชีย" ที่มีอาเซียนรวมอยู่ในนั้น และอาฟริกาใต้ ตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอที่นักการตลาดจะเข้าไปดักกำลังซื้อ
นอกจากนี้ การเติบโตทางธุรกิจยังเป็นแรงผลักสำคัญให้ผู้ประกอบการต้องขยายตลาดไปยังประเทศ ที่มีช่องว่างและโอกาสทางการตลาด "สูงกว่า" ตลาดในประเทศ ซึ่งเดินสู่ภาวะ"อิ่มตัว"
"บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด" เจ้าของกะทิ "ชาวเกาะ" และน้ำแกงพร้อมปรุง "รอยไทย" ฯลฯ กรุยทางสร้างแบรนด์ไทยเจาะตลาดโลกในกว่า 70 ประเทศ ยังคงเดินหน้าสยายปีกสินค้าไทยสู่ตลาดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกจาก 30% ให้เป็น 50% ในอนาคตโดยในวันนี้ได้หันมาให้ความสำคัญกับ "ตลาดอาเซียน" มากขึ้น ขานรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปลายปี 2558
"เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร" กรรมการผู้จัดการ อำพลฟูดส์ฯ เล่าถึงแผนการบุกตลาดในอาเซียนว่า จะเข้าไปจัดตั้ง "ตัวแทนจำหน่ายสินค้า" ในทุกประเทศ เพื่อทำหน้าที่กระจายสินค้าเจาะกลุ่มเป้าหมาย เดินรอยตามโมเดลที่ประสบความสำเร็จในพม่า โดยอำพลฟูดส์ฯเข้าไปเปิดตลาดก่อนหน้านี้ ด้วยการร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายคนไทยและนักลงทุนท้องถิ่นพม่าในการกระจายสินค้า
ด้านนโยบายการทำตลาด อำพลฟูดส์ฯจะยังคงเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ และเข้าไปดำเนินการเอง โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศไทย ที่เน้นโฆษณาสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ฯลฯ ( Above the line) เป็นหลัก ส่วนการจัดกิจกรรม ณ จุดขาย การตั้งบูธทดลองชิมสินค้า (Below the line) จะต้องปรับให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแต่ละท้องถิ่น เช่น ในพม่าแทบยังไม่มีร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ช่องทางจำหน่ายส่วนใหญ่ 90% ยังคงเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade) เป็นต้น
พฤติกรรมตลาดที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ยังทำให้ต้องสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลถึงวัฒนธรรม และพฤติกรรมการบริโภคในแต่ละประเทศในอาเซียน เพื่อนำไปวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ
เกรียงศักดิ์ ยังเล่าว่า ที่ผ่านมาได้ส่งสินค้าไปจำหน่ายแล้ว 9 ประเทศในอาเซียน มีทั้งกะทิชาวเกาะที่ขายในบรูไน สิงคโปร์ เป็นต้น โดยประเทศที่เป็นเป้าหมายหลักในอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย เพราะมีชายแดนติดกับประเทศไทย ทำให้มีค่าขนส่งไม่สูงนัก โดยจะใช้แบรนด์ "รอยไทย" เป็นหัวหอกในการทำตลาด อิงจุดแข็งของอาหารไทยซึ่งเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก
"จากการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) หลายๆ ครั้ง ทำให้รู้ว่าบริษัทจะต้องตั้งตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้า ส่วนการรุกตลาดอาเซียนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องทำ เพราะนับวันโลกยิ่งเคลื่อนทัพมายังภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และอาเซียนจะได้รับอานิสงส์นี้ด้วย"
ทว่า แม้หลายประเทศจะปูพรมวางสินค้าได้ง่าย แต่ประเทศที่ดูจะเป็นอุปสรรคทางการค้าต้องยกให้อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะวัตถุดิบมะพร้าวในปริมาณมาก การส่งสินค้าประเภท "กะทิ" เข้าไปเจาะตลาดจึงทำได้ค่อนข้างยาก อย่างอินโดนีเซีย อย. (องค์การอาหารและยา) ที่นั่นเพิ่งอนุมัติให้นำสินค้าไปขายได้ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการล่าช้ามาก
ขณะที่โมเดลการตั้งพนักงานขายรับผิดชอบตั้งแต่การหาลูกค้า เสนอขาย และบริการก่อนและหลังการขายนั้น คาดว่าจะนำไปใช้ในประเทศลาว และกัมพูชา เพราะสามารถสื่อสารภาษาไทยได้
ผู้บริหารอำพลฟูดส์ฯ ยังเล่าว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่จะนำมาใช้เจาะกำลังซื้อผู้บริโภคอาเซียนนั่นคือ เรื่องของขนาดของสินค้า ที่จะต้องปรับให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้สินค้าสามารถเข้าถึงตลาดล่าง (Mass) ในวงกว้างได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้วางสินค้าในช่องทางขายที่เป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิมได้ด้วย
"นโยบายเดิมของบริษัทคือการทำ Trading ส่งสินค้าไปทำตลาดครบทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน แต่กลยุทธ์จากนี้ไปจะเริ่มศึกษาตลาด ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค เก็บรวบรวมข้อมูลวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของแต่ละประเทศเพื่อนำมาใช้ในการวางกลยุทธ์การตลาดทั้งโฆษณาประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ รวมทั้งการคัดตัวแทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ 2-3 ราย ก่อนตั้งเป็นตัวแทนกระจายสินค้าจริงจัง ปูพรมให้บริษัทเข้าไปทำการตลาดเองเต็มรูปแบบเหมือนในประเทศไทย"
เขายังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ยอดขายสินค้าจากอาเซียนมีสัดส่วนไม่มากนัก และการรุกตลาดมากขึ้น แม้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนยอดขายได้เพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นสิ่งที่บริษัทต้องดำเนินการ เพราะปัจจุบันธุรกิจต้องเผชิญปัจจัยลบจากการส่งออกค่อนข้างมาก ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น สำทับด้วยค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็แข็งค่าอย่างหนักจากที่เคยอยู่ระดับ 37 บาทต่อ 100 เยน ลดเหลือเพียง 31 บาทต่อ 100 เยน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบริษัท นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องวัตถุดิบมะพร้าวที่ราคาผันผวนค่อนข้างมากเพราะเป็นสินค้าตามฤดูกาล จึงกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อกะทิสดจากตลาดแทนกะทิกล่อง เป็นต้น เหล่านี้ทำให้ต้องปรับตัวหาตลาดใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมยอดขายของอำพลฟูดส์ฯในปีนี้ เกรียงศักดิ์คาดว่า จะอยู่ที่ 3,600 ล้านบาท เติบโต 20% เมื่อเทียบกับภาวะปกติ โดยมีสัดส่วนการส่งออก 30% ตลาดหลักอยู่ในยุโรปและคือยุโรปและสหรัฐฯสัดส่วน 60% เอเชีย 30% และอื่นๆ เช่น ตะวันออกกลาง 10%
เหลือเวลาเพียง 2 ปีเศษ กับการเปิดประตูสู่อาเซียนที่ตลาดจะรวมเป็นหนึ่งเดียว (Single Market) ที่มีประชากรร่วม 600 ล้านคน กลายเป็นขุมทรัพย์กำลังซื้อมหาศาลที่ผู้ประกอบการต้องวางยุทธศาสตร์ ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดอาหารไทยซึ่งเป็นที่รู้จักของทั่วโลกอยู่แล้ว
โดยอำพลฟูดส์ฯ จับจุดแข็งดังกล่าวมาสร้างแบรนด์สินค้าไทยให้ก้าวไกลอาเซียน









