วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กูรูการเงินหวั่นดบ.ขึ้นฟองสบู่ตลาดบอนด์แตก

ซีเอ็นเอ็น มันนี่ สำรวจนักบริหารเงินกับนักวางแผนการลงทุนในตลาดวอลล์สตรีท มองดอกเบี้ยใกล้จุดต่ำสุด ห่วงดอกเบี้ยขยับ ฟองสบู่ตลาดบอนด์แตก

นายเจฟฟ์ เวนิเจอร์ นักวิเคราะห์การลงทุนของบีเอ็มโอ ไพรเวท แบงก์ ให้ข้อมูลกับซีเอ็นเอ็นมันนี่ ด้วยการเปรียบเทียบกรณีญี่ปุ่นที่ว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำสามารถเกิดขึ้นได้นานกว่าคาดไว้ แต่เวลานี้ดูเหมือนมีสัญญาณหลายอย่างบ่งบอกว่า อัตราดอกเบี้ยกำลังปรับขึ้น ซึ่งในที่สุดการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดในปีนี้ ปีหน้าหรือในปี 2558 และไม่สำคัญว่าจะปรับขึ้นมากน้อย แต่ที่สำคัญคือไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้เมื่อดอกเบี้ยต้องขึ้น

ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รายงานเชิงวิเคราะห์ว่า จากประวัติศาสตร์การปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ขณะนี้ดอกเบี้ยใกล้ถึงจุดต่ำสุด จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญการเงินในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐหลายรายคิดและหวั่นเกรงฟองสบู่ตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ทั่วโลก อาจสุ่มเสี่ยงระเบิดขึ้นมาได้

ขณะเดียวกัน ซีเอ็นเอ็น มันนี่ สำรวจความเห็นนักวางแผนการลงทุนและผู้จัดการสินทรัพย์และนักบริหารเงิน 32 ราย พบว่าในจำนวนนี้เกือบ 40% คิดว่าดอกเบี้ยจะเริ่มปรับขึ้นในช่วงปีนี้ และอีก 30% เชื่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจเริ่มปรากฏให้เห็นในปีหน้า ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวถือว่าเร็วกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้ เฟดระบุว่า ไม่คิดจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย หรือ เฟด ฟันด์ เรท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำคัญที่กำหนดทิศทางดอกเบี้ยทั่วโลกก่อนปี 2558

ก่อนหน้านี้ นายบิล กรอสส์ เจ้าของกองทุนใหญ่อันดับ 1 ของโลก อย่าง พิมโค เคยเตือนว่า นักลงทุนอาจติดอยู่กับการขาดทุนมากมาย หากพวกเขารอคอยเพื่อขายบอนด์ หรือตราสารหนี้หลังจากดอกเบี้ยปรับขึ้นแล้ว เพราะมูลค่าของบอนด์ หรือตราสารหนี้ปรับลดลงในเวลาที่ดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น ซีเอ็นเอ็น มันนี่ วิเคราะห์ว่า ภัยอาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นการสร้างความกังวลให้นักลงทุนรายย่อย ที่รีบเร่งเข้าไปหาการลงทุนตราสารหนี้ ขณะเดียวกันผละจากตลาดหุ้นไปหาแหล่งปลอดภัย เพื่อปกป้องเงินของตัวเองหลังเกิดวิกฤติการเงิน

ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลการไหลเวียนของเงินทุนโดยบริษัทอีพีเอฟอาร์ พบว่านักลงทุนรายย่อยได้นำเงินลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้และอีทีเอฟ เกือบ 2.1 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปี 2551 ขณะที่มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐเกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์ และเฉพาะปี 2555 นักลงทุนได้นำเงินมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เพิ่มอีกกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้นมากกว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์

นายไรอัน ดีทริค นักวิเคราะห์ทางเทคนิคอาวุโส ของ แชฟเฟอร์ส อินเวสต์เมนท์ รีเสิร์ช มองว่าจากข้อเท็จจริงที่ตลาดบอนด์กลายเป็นแหล่งการลงทุนเนืองแน่นไปด้วยนักลงทุนและเม็ดเงิน ส่งผลให้ตลาดบอนด์ก่อเกิดภัยอันตรายให้กับตลาดเอง

ด้าน นายนูเรียล รูบินี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากนิวยอร์ก ยูนิเวอร์ซิตี้ และประธานรูบินี โกลบอล อีโคโนมิค บริษัทที่ปรึกษาเชี่ยวชาญเศรษฐกิจโลก ให้ข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เขากำลังนับถอยหลังจับตาดูนโยบายการเงินผ่อนคลาย (คิวอี) ของเฟดว่ากำลังทำให้ฟองสบู่สินเชื่อโป่งพองหรือไม่ เพราะหมายถึงปัญหากำลังรอคอยอยู่จากนี้ไป

รายงานระบุว่า เฟดได้อัดฉีดเม็ดเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบการเงินตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนายรูบินีผู้ได้ฉายา ดร.ดูม ผู้หยั่งรู้หายนภัยทำนายวิกฤติโลกปี 2550 ได้อย่างแม่นยำ มองว่าความเสี่ยงจากคิวอีจะมีวงจรเหมือนกับเคยเกิดขึ้นช่วงปี 2546-2549 เฟดจะถอนตัวอย่างช้าๆ และอาจช้ามาก ทำให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ ซึ่งเขาย้ำความคิดตัวเองว่า ฟองสบู่เกิดใหม่ในช่วงปีนี้ อาจใหญ่กว่าช่วงปี 2546-2549