เตือนหุ้นไทย "ขึ้น-ลง"แรง ลงทุนต้องระวัง ดูปัจจัยพื้นฐาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย รับ 2 จุดเปราะบาง "รายย่อยเก็งกำไรสูง-นักลงทุนสถาบันน้อย"
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตลาดวานนี้ (25 มี.ค.) ปรับขึ้นแรงตลอดวันจากแรงซื้อกลับของนักลงทุน หลังจากเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มากกว่า 100 จุด เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากต่างประเทศ หลังจากไซปรัสจะรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นปรับขึ้นทั่วโลก
การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในระหว่างวัน ดัชนีปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,491.01 จุด ปรับสูงสุดที่ระดับ 1,525.42 จุด โดยปิดตลาดที่ระดับ 1,523.95 จุด ปรับขึ้น 44.98 จุด หรือ 3.04% มูลค่าการซื้อขาย 58,345.60 ล้านบาท
การซื้อขายวานนี้ ปรากฏว่านักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2,550.02 ล้านบาท ขณะที่ขายสุทธิได้แก่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 897.27 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ 718.08 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไป 934.66 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวในรายการ Market Wise “กรุงเทพธุรกิจทีวี” วานนี้ (25 มี.ค.) ว่า ตลาดหุ้นไทยมีความผิดปกติมา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวขึ้น 100-200% ในระยะเวลาอันสั้น โดยมีกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มใช้จังหวะนี้ทำให้ราคาหุ้นสูงจนผิดปกติ
ปัญหาส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนรายย่อยขาดข้อมูลในการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท แต่มีการวิเคราะห์หรือเผยแพร่ข้อมูลการลงทุนเพียง 150 บริษัทเท่านั้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดข้อมูลเพื่อใช้ตัดสินใจในการลงทุน แต่ลงทุนตามกระแสข่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ความผิดปกติของดัชนีตลาดหุ้นไทย เห็นได้ชัดเจนจากการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นลดลงประมาณ 3% โดยราคาหุ้นขนาดเล็กปรับตัวลดลง 15-20% ตลาดเอ็มเอไอ ลดลง 8% ดัชนี SET50 ปรับลดลง 3% สะท้อนภาพชัดเจนว่ามีการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กที่ไม่มีข้อมูลการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย อยู่ระหว่างการจ้างบริษัทที่ 3 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนใช้ตัดสินใจในการลงทุน โดยคาดว่าจะครอบคลุมบทวิเคราะห์เพิ่มเป็น 250 บริษัท
ชี้ปัญหาผันผวนเพราะรายย่อยมาก
ส่วนอีกหนึ่งปัญหา คือ โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันไม่มากเมื่อเทียบกับรายย่อยที่มีสัดส่วนสูงถึง 60-70% หากเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนสถาบันที่มีประมาณ 8% ให้เพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าจะสามารถลดความผันผวน ได้
"จุดเปราะบางของตลาดหุ้นไทยตอนนี้ ก็คือ รายย่อยเก็งกำไรสูง ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนสถาบันน้อยมาก ถ้าเราสามารถเพิ่มนักลงทุนสถาบัน อย่างเช่น กองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะทำให้กลไกในการสร้างราคาลดลง ซึ่งสภาธุรกิจตลาดทุนไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามผลักดันในเรื่องนี้อยู่"
มั่นใจไม่ซ้ำรอยยุคฟองสบู่
นายไพบูลย์ กล่าวถึงแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะยาว ว่า ยังอยู่ในภาวะกระทิง ซึ่งโดยส่วนตัวอยากเห็นตลาดหุ้นค่อยเป็นค่อยไป และจังหวะนี้ถือเป็นโอกาสทองในการพัฒนาตลาดทุนไทย เพราะบริษัทจดทะเบียนแนวโน้มผลประกอบการยังขยายตัวต่อเนื่อง
"สิ่งที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ (22 มี.ค.) ถือเป็นบทเรียน และเชื่อว่าจะไม่ซ้ำรอยเหมือนกับที่เกิดขึ้นในช่วง 15-16 ปีที่แล้ว เพราะว่า ปัจจุบันมาร์เก็ตแคป 80% เป็นหุ้นขนาดใหญ่ มีการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็ก เรายังอยู่ในภาวะตลาดกระทิง ไม่ต้องใจร้อน รอบนี้ไปได้อีกไกล" นายไพบูลย์ กล่าว
เตือนนักลงทุนระวังผันผวน "แรง"
ด้าน นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินลงทุนบุคคล บล.กสิกรไทย กล่าวว่า แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นหลังจากที่ปรับลดลงแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ก็มีแนวโน้มจากนี้ดัชนีจะผันผวนแรง จากการเข้าออกของกระแสเงินทุน ทั้งเงินลงทุนต่างชาติ และเงินลงทุนในประเทศ นักลงทุนจึงต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง
หากในวันนี้ (26 มี.ค.) ดัชนีสามารถผ่านระดับ 1,520 จุด ก็มีโอกาสที่หุ้นจะไปต่อ และกลับไปแตะระดับ 1,600 จุด แต่หากไม่ผ่านก็อาจจะพักฐานลง ซึ่งตามสถิติในอดีต 4 ปีที่ผ่านมา (2552-2555) ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีช่วงพักฐานทุกปี เฉลี่ยปีละ 4 ครั้ง ครั้งละ 24 วัน และปรับลดลง 10.68% ต่อการปรับฐานแต่ละครั้ง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการปรับฐานในรอบนี้จะอยู่ในระดับ 8-10% จึงมองว่าแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,470 จุด และ 1,440 จุด
ทั้งนี้ ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการพักฐาน 5 ครั้ง การพักฐานแต่ละครั้งดัชนีปรับลดลงประมาณ 10.74% ในปี 2553 ดัชนีพักฐาน 4 ครั้ง เฉลี่ยปรับลดลง 9.93% ปี 2554 ตลาดหุ้นไทยมีการพักฐาน 5 ครั้ง เฉลี่ยปรับลดลง 12% เนื่องจากในช่วงดังกล่าวมีปัญหาเรื่องหนี้ของยุโรป และปี 2555 ตลาดหุ้นไทยพักฐาน 2 ครั้ง ปรับลดลงครั้งละประมาณ 8.52%
"ปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศไม่ได้เปลี่ยน จึงเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะยังอยู่ในเอเชีย เพียงแต่จะโยกไปไหน ซึ่งหากเศรษฐกิจไทยยังดี เม็ดเงินคงไม่ไปไหน เว้นแต่จะมีการออกมาตรการคุมเงินไหลเข้า เม็ดเงินคงออกไปหมด แต่หากมีมาตรการเก็บภาษีการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นจะเป็นผลดีกับตลาดหุ้น เพราะเงินจะโยกมาลงทุนในหุ้นแทนตราสารหนี้"
นักลงทุนยังกังวลค่าบาท-การเมือง
นายทวีรัชต์ มัททวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายค้าหลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อกลับเข้ามาจนดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 44 จุด ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยบวกต่างประเทศ หลังจากรัฐสภาไซปรัสมีมติผ่านร่างกฎหมายฉุกเฉิน เพื่อจัดตั้งกองทุนด้านการลงทุน โดยมีเป้าหมายที่จะระดมทุนราว 5.8 พันล้านยูโร ตามคำเรียกร้องของกลุ่มยูโรเพื่อแลกกับมาตรการให้ความช่วยเหลือ มูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์
ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ดัชนีปรับขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น เพราะนักลงทุนยังกังวลปัจจัยในประเทศ ทั้งเรื่องค่าเงินบาทและความคืบหน้าของการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 1-2 เม.ย.นี้ ซึ่งหากดัชนีหุ้นหลุดจากระดับ 1,500 จุด อาจมีโอกาสปรับลงแรงอีกครั้ง
ชี้คนแห่ซื้อกองทุนเพิ่มจากหุ้นร่วง
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีนี้ น่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารที่คาดว่าจะโตได้เป็นเลขสองหลัก รวมถึงจำนวนนักลงทุนในกองทุนรวมเอง ที่หวังว่าจะมีผู้ลงทุนหน้าใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์ในกองทุนรวมมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงค่อนข้างเร็วและแรง จากระดับ 1,600 จุด ทำให้มีเงินเข้าซื้อในกองทุนหุ้น ทั้งกองหุ้นปกติและกองทุนหุ้นประหยัดภาษี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่านักลงทุนไทยมีการวางแผนการลงทุนที่ดีและตัดสินใจลงทุนอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ต่างชาติซื้อตราสารหนี้สุทธิ 625 ล้านบาท
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) รายงานภาวะการซื้อขายตราสารหนี้วานนี้ (25 มี.ค.) รวม 64,462 ล้านบาท โดยประเภทของตราสารที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 41,410 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 63.2% พันธบัตรรัฐบาล 21,601 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 32.9% และหุ้นกู้เอกชน 1,932 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.9%
นักลงทุนที่มียอดซื้อสุทธิสูงสุด คือ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ขายสุทธิ 5,668 ล้านบาท กลุ่มนิติบุคคลในประเทศ ซื้อสุทธิ 2,954 ล้านบาท และนักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 625 ล้านบาท
ส่วนการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาดวานนี้ อยู่ที่ 29.25/27 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 29.22/24 บาทต่อดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ แกว่งตัวในช่วงแคบๆ ตลอดทั้งวัน แม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องไซปรัส








