ปีทองรับเหมา"บิ๊กทรี"ตีปีก แบ่งเค้ก"สูตร 50-20-30"

งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน สำทับให้ธุรกิจรับเหมาเดินเข้าสู่ยุคทอง "3 บิ๊กรับเหมา" จ่อรับอานิสงส์ แบ่งเค้กเสร็จสรรพ กับสูตร 50-20-30
หลังครม.ผ่านร่างพรบ.เงินกู้ เพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน "วงเงิน 2 ล้านล้านบาท" คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 6 เท่าของจีดีพีประเทศในปี 2555 อยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท เรียกว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังเร่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ในสัปดาห์นี้ พร้อมกันนี้ครม.ยังเห็นชอบ รายละเอียดข้อกำหนด สำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน จำนวน 9 แผนงาน วงเงิน 3.01 แสนล้านบาท
แม้โครงการดังกล่าว จะเป็นการกระจายงบประมาณดำเนินการในระยะ 8 ปี (2556-63) ทว่ายังเป็นเม็ดเงินก้อนโต ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เดาได้ไม่ยากถึง "พลพรรค" ที่จะได้รับอานิสงส์จากอภิมหาโปรเจคนี้ นอกจากวงแหวนชั้นในผู้ใกล้ชิดรัฐบาลแล้ว ยังหมายรวมถึงภาค "ธุรกิจรับเหมา" ที่เป็นอีกพวกที่ใกล้ชิดรัฐในรูปของการประมูลงาน
มีการวิเคราะห์กันว่าภายใต้พรบ.ฉบับนี้ จะมี "มูลค่างานรวมทั้งสิ้น 7 แสนล้านบาท" ซึ่งงานก่อสร้างจะเริ่มเปิดประมูลในปี 2556-57 ดังนั้นในปีนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีทองของธุรกิจรับเหมาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ที่ทุบสถิติการรับรู้รายได้ในอนาคต (Backlog) กันขนานใหญ่
โดยเฉพาะ "กลุ่มบิ๊กทรี" นำโดยพี่เบิ้มอย่าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) ของเปรมชัย กรรณสูต,บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) ของปลิว ตรีวิศวเวทย์ และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (STEC) ธุรกิจของตระกูลชาญวีรกูล โดยหุ้นของทั้ง 3 บริษัทเด้งรับข่าวดีนี้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ธุรกิจรับเหมาตามชื่อที่ปรากฏ ยังยืนอยู่เคียงคู่การเมืองไทยมาหลายยุคสมัย นับอายุก่อตั้ง อิตาเลียนไทยฯ วันนี้มีอายุย่างเข้าปีที่ 55 (ก่อตั้งเมื่อปี 2501) ช.การช่าง อายุย่างเข้าสู่ปีที่ 41 (ก่อตั้งเมื่อปี 2515) และซิโน-ไทยฯ เพิ่งฉลองครบรอบปีที่ 50 ในการดำเนินธุรกิจไปเมื่อปีที่ผ่านมา (ก่อตั้งเมื่อปี 2505) สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับรัฐ
เค้กก้อนใหญ่มหึมากว่าเดิม เมื่อเทียบกับจำนวนคู่แข่งขันรายใหญ่ที่แทบจะไม่เพิ่มจำนวน จึงประเมินได้ว่าสถานการณ์การแข่งขันในธุรกิจย่อมเปลี่ยนไป จะไม่เห็นการฟาดฟันกันเอาเป็นเอาตาย เพื่อชิงชัยแย่งชิ้นเค้กเหมือนบางโครงการในอดีต แต่น่าจะกลายเป็นการประนีประนอม เพื่อแบ่งเค้กกันกินอย่างถ่อยทีถ่อยอาศัย สะท้อนต่อไปยังกำไรต่อหน่วย (Margin) ของผู้รับเหมาที่น่าจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ปีนี้หุ้นกลุ่มก่อสร้างขยับรับข่าวโครงการลงทุนสาธารณูปโภคจากภาครัฐ กันเป็นทิวแถวโดยเฉพาะ 3 บิ๊กรับเหมาของเมืองไทย เขายังแสดงทัศนะว่า ทั้ง 3 ราย "มีโอกาสชนะประมูลพอๆกัน" เพราะโครงการจะทยอยเปิดประมูลในเวลาไล่เลี่ยกัน ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย,โครงการรถไฟทางคู่ 6 สาย,โครงการรถไฟความเร็วสูง 5 สาย และโครงการทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) อีก 5 โครงการ
“3 บิ๊กรับเหมาทั้ง ITD,CK และ STEC ปีนี้ ปีหน้างบประมาณรัฐบาลที่เริ่มต้นทยอยเปิดประมูลโครงการมหาศาลมูลค่า 2 ล้านล้านบาท คู่แข่งต่างชาติแทบจะไม่มี ทำให้โอกาสชนะประมูลจึงตกอยู่ที่ 3 รายใหญ่ไปโดยปริยาย” สุกิจ ระบุ และว่า
ลักษณะของการประมูลงานบิ๊กล็อตยังเป็นงานเฉพาะที่ผู้รับเหมาไม่กี่เจ้าในประเทศที่มีศักยภาพทั้งกำลังเงินและเทคโนโลยี แน่นอนจะกลายเป็นการ"กันผู้เล่น" ซึ่งเป็นผู้รับเหมารายกลางโดยเฉพาะรายเล็กออกจากระบบ ที่ทำได้เพียงการเป็น "กองทัพมด" รับช่วงต่องานจากผู้รับเหมารายใหญ่ ที่แม้จะมีความสำคัญแต่ก็ไม่ได้อยู่ในสปอตไลท์
"ใครๆก็รู้ว่ารายกลางเป็นได้เพียงการเข้าไปรับช่วงต่องาน จะมาแทรกประมูลงานบ้างในบางโปรเจค เช่น ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) รายกลางที่ก้าวขึ้นเป็นรายใหญ่โดยร่วมทุนกับซิโน-ไทยฯ ในโครงการรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ -รังสิต ) ส่วนรายอื่นๆ ก็อาจมีส่วนร่วมงานก่อสร้างส่วนประกอบย่อยๆในบางโครงการ เช่น เดินไฟในสถานี เป็นต้น"
สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการ บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาต่อตระกูล ยมนาค และคณะ จำกัด ที่มองเม็ดเงินมหาศาลที่จะเปิดประมูลงานสาธารณูปโภคของรัฐว่า จะผลักดันให้ธุรกิจรับเหมาอยู่ในช่วงขาขึ้น มีงานล้นมือยาวไปอีก 4-5 ปีจากนี้
“เดิมบริษัทรับเหมาในประเทศรับงานได้จำกัด ต้องแย่งงานกัน แต่การลงทุน 2 ล้านล้านบาท ทำให้อาหารมีเยอะไม่ต้องแย่งกันกิน” เขาเปรียบเปรยจนเห็นภาพชัด
วิศวกรรุ่นลายครามยังอ่านเกมต่อว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่ผู้รับเหมาทั้ง 3 ราย จะตกลงราคาแบ่งโครงการกัน โดยเฉพาะในกรณีที่พบว่าผลการประมูลออกมาราคาต่างกันเพียงเล็กน้อย ขอให้สันนิษฐานได้ว่าแทบไม่มีการแข่งขันกันแท้จริง หรือมีการตกลงสมยอมราคากัน
เมื่อปลิ้นกระเป๋าตังค์ของ 3 บิ๊กรับเหมา "สุกิจ" นักวิเคราะห์จากเมย์แบงก์ กิมเอ็ง สะท้อนให้ฟังว่า สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การที่อิตาเลียนไทยฯประสบ"ภาวะขาดทุน"ติดต่อกันมาหลายปี (เริ่มกลับมามีกำไรปี 2555 จำนวน126 ล้านบาท) แม้ว่าที่ผ่านมาจะสามารถกวาดโครงการประมูลยักษ์หลายโครงการทั้งในและต่างประเทศมาได้ แต่บางโครงการยังคงรอรับรู้รายได้ในอนาคต
โดยเฉพาะอภิมหาโปรเจคมูลค่ากว่าสองแสนล้านบาท ในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า หลังอิตาเลียนไทยฯ ลงนาม Framework Agreement กับ Myanma Port Authority, Ministry of Transport ของเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 แต่จนถึงขณะนี้โครงการยังอยู่ในขั้นตอนของการกำหนดรูปแบบการลงทุน
เขายังระบุว่า การรับงานใหญ่ของอิตาเลียนไทยฯ ยังเป็นเหตุให้ต้องตกอยู่ในภาวะ "วิ่งไม่หยุด" เพื่อรักษาระดับรับงานในโครงการขนาดใหญ่ให้มีรายได้เพียงพอที่จะเสริมสภาพคล่องขององค์กรต่อไปเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม แม้มูลค่าสินทรัพย์ของอิตาเลียนไทยฯจะมีสูง แต่ต้องไม่ลืมว่าอัตราหนี้สินต่อทุนก็สูงด้วยเช่นกัน (ณ วันที่ 31 ธ.ค.2555 มีสินทรัพย์ 58,513.27 ล้านบาท มีหนี้สิน 48,997.75 ล้านบาท) และยังเพิ่งมีกำไร จึงถือเป็นข้อด้อยในการประมูลงานเมื่อเทียบกับอีก 2 ค่ายรับเหมา
"ความเป็นเบอร์หนึ่งในวงการก่อสร้างไทย ทำให้อิตาเลียนไทยฯ ต้องทำธุรกิจแบบถอยไม่ได้ หลังจากก้าวไปคว้าทำงานใหญ่ ที่จะต้องรักษาระดับความใหญ่เอาไว้ต่อไป เพราะต้องการหารายได้ไปชดเชยขาดทุนสะสมต่อเนื่อง เราจึงเห็นอิตาเลียนไทยฯ ข้ามไปรับงานต่างประเทศเพื่อเก็บตนรายได้ในอนาคต"
อย่างไรก็ตาม หากจะวิเคราะห์ถึงความอยู่รอดของอิตาเลียนไทยฯ "สุกิจ" มองว่า แม้ฐานะทางการเงินจะดูไม่แข็งแรงนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะดำรงอยู่ไม่ได้ เพราะยังมีรายได้จากโครงการใหม่ที่จะทยอยเข้ามาช่วยเสริม ช่วยให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนดำเนินกิจการต่อไปได้
โดยผู้บริหารอิตาเลียนไทยฯ ออกมาตั้งความหวังไว้ว่า จะขอมีส่วนร่วม 50% ของโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมาอิตาเลียนไทยฯ ยังผ่านเข้ารอบเทคนิคและราคาโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ในทุกแผนงาน
ด้าน กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย วิเคราะห์ว่า หากอิตาเลียนไทยฯ คว้างานประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมาได้ ไม่แน่ว่าอาจจะต้องเผชิญปัญหาติดกับดักสภาพคล่อง จนนำไปสู่การตัดสินใจ "เพิ่มทุน" ในอนาคต โดย ณ วันที่ 31 ธ.ค.2555 อิตาเลียนไทยฯมี ทุนที่เรียกชำระแล้ว อยู่ที่ 4,193.68 ล้านบาท
“อิตาเลียนไทยฯมีงานล้น แต่ปัญหาคือเงินทุน จึงคาดว่าอาจจะต้องเพิ่มทุน และไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อสถานะขององค์กรในอนาคต เพราะมีรายได้ที่แน่นอน และเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาชดเชย” เขาวิเคราะห์
เช่นเดียวกับความเห็นของ "สุกิจ" จากเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ที่มองว่า การเพิ่มทุนของอิตาเลียนไทยฯ เป็นสิ่งที่ในตลาดกำลังจับตามอง เพราะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและความน่าเชื่อถือในการก้าวไปรับงานโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
กวี ยังเปรียบมวย ระหว่างอิตาเลียนไทยฯ กับ บิ๊กรับเหมาอีก 2 ค่าย คือ ช.การช่าง และซิโน-ไทยฯ ว่า ในกรณีของช.การช่าง แม้สินทรัพย์จะเทียบกันไม่ได้กับอิตาเลียนไทยฯ โดยช.การช่างมีสินทรัพย์ ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 51,184.84 ล้านบาท แต่ช.การช่าง มีกำไรในปีที่ผ่านมา 568.40 ล้านบาท ดีกว่าอิตาเลียนไทยฯ จึงกลายเป็น "แต้มต่อ" ในการเสนอราคาประมูลได้ต่ำกว่า และยังมีศักยภาพเข้าประมูลงานใหญ่ได้ต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถต่อรองราคาวัสดุก่อสร้างได้ เพราะมีเงินสดหมุนเวียน กลายเป็นเครดิตที่ดีในการดำเนินธุรกิจ
ขณะที่ซิโน-ไทยฯ ในปีที่ผ่านมา มีสินทรัพย์ 20,295.53 ล้านบาท มีหนี้สิน 13,944.02 ล้านบาท มีกำไร 1,165.32 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของกำไรในปีที่ผ่านมา ซิโน-ไทยฯ "เหนือชั้น"กว่าทั้งอิตาเลี่ยนไทยฯ และ ช.การช่าง
ที่ผ่านมา ช.การช่าง ยังตุน Backlog ปีที่ผ่านมาไว้ถึง 1.7 แสนล้านบาท อาทิ โครงการรถไฟสายสีม่วง (สัญญาที่1) มูลค่า 14,270 ล้านบาท โครงการรถไฟสายสีน้ำเงิน (สัญญาที่2) สนามไชย-ท่าพระ มูลค่า 9,988 ล้านบาท , โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สัญญาที่1) มูลค่า 13,167 ล้านบาท รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าที่ชนะการประมูลรอเซ็นสัญญา ได้แก่ สายสีเขียว มูลค่า 2,400 ล้านบาท,สายสีม่วงสัญญาที่ 4 มูลค่า 20,775 ล้านบาท
จากการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร ช.การช่าง ยังคาดว่า จะมีงานใหม่จะเข้ามาปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท และคาดหวังที่จะมีส่วนร่วมในสัดส่วน 20 % ของโครงการประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาทดังกล่าว
ส่วนซิโน-ไทยฯ ผู้รับเหมาที่โดดเด่นจากงานก่อสร้างโรงงาน โรงไฟฟ้า และงานโครงสร้างเหล็กเป็นหลัก เริ่มเข้ามามีบทบาทในโครงการของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเดินเกมนักธุรกิจการเมือง ด้วยการอุดหนุนทางการเงินให้กับหลายพรรคการเมือง แบบรักทุกคน "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" อดีตผู้บริหารซิโน-ไทย ยังเคยรั้งเก้าอี้ รมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ธ.ค.2551-ส.ค.2554) มาแล้ว
ขณะที่ "อนุทิน ชาญวีรกูล" (ลูกชายชวรัตน์) เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองในเก้าอี้ ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ ในปี 2539 (ประจวบ ไชยสาส์น) และนั่งเก้าอี้ รมช.สาธารณสุข ปี 2547-48 และรมช.พาณิชย์ ในปี 2547 ก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอย่างภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คู่พ่อลูก พยายามสร้างภาพลักษณ์ปลอดผลประโยชน์การเมือง วิธีหนึ่งคือการลดสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ในซิโน-ไทยฯ เหลือเพียงเล็กน้อย (อนุทิน ถือหุ้น 4.69%) โดยผู้ถือหุ้นใหญ่คือภรรยาของเขา "สนองนุช ชาญวีรกูล" ถือหุ้นในสัดส่วน 16% เป็นสัญลักษณ์ที่จะบอกสังคมว่า "การเมืองกับธุรกิจ"เป็นคนละเรื่อง
แต่ก็มีข้อสงสัยตามมาทุกครั้งที่ซิโน-ไทยฯ สามารถคว้าบิ๊กโปรเจคมาครอง โดยมักจะถูกลากโยงไปในเรื่องการเมืองอยู่เสมอ
กวี ยังระบุว่า ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของซิโน-ไทยฯ ที่จะสร้างความได้เปรียบเหนือผู้รับเหมารายอื่น เมื่อเปรียบเทียบฐานะทางการเงิน ทำให้มีเครดิตที่จะไปต่อรองซื้อวัสดุก่อสร้าง ที่ผ่านมายังบริหารกำไรได้เป็นอย่างดี โดยได้วางเป้าหมายที่จะขอมีส่วนร่วมกับการประมูลงานลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในสัดส่วน 30%
ปีที่ผ่านมา ซิโน-ไทยฯยังเก็บตุน Backlog สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 6 หมื่นล้านบาท โดยมีโครงการใหญ่ๆ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง(สัญญาที่1) ตลิ่งชัน-บางซื่อ มูลค่า 17,784 ล้านบาท ,โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 13,100 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน มูลค่า 12,463 ล้านบาท
ในปี 2555 ซิโน-ไทยฯ ยังทำรายได้และกำไรสูงสุด เมื่อเทียบกันกับทั้งปี 2554 เฉพาะครึ่งปีแรกของปี 2555 มีกระแสเงินสดหมุนเวียน 4,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อนหน้า 30%
ที่ผ่านมายังเปิดตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่ "ภาคภูมิ ศรีชำนิ" กรรมการผู้จัดการคนใหม่ ซึ่งเป็นลูกหม้อคนสำคัญที่อยู่กับซิโน-ไทยฯ มากว่า 27 ปี โดยภาคภูมิ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า..
“ณ วันนี้เราไม่ต้องการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ประสบการณ์ที่ผ่านมาที่สอนให้รู้ว่า โตแล้วต้องเหนื่อยทำงานเยอะกำไรน้อยไม่ดีเท่าเลือกรับงานยากกำไรสูง แล้วค่อยๆโตดีกว่า”
อดีตที่เคยเกือบล้มละลายในวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 รวมถึงบทเรียนจากโครงการระบบขนส่งทางรถไฟ เชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link ) เพราะข้ามไปรับงานใหญ่ จนขาดทุน (ครึ่งปีแรกปี 2549 ขาดทุน 1,857 ล้านบาท) ทำให้ซิโน-ไทยฯ เลือกที่จะเดินอย่างไม่สุ่มเสี่ยงในปัจจุบันและอนาคต บนพื้นฐานการเงินที่ "ปลอดหนี้"
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า โครงการที่จะสามารถเห็นได้ในช่วง 3-5 ปี ได้แก่โครงการระบบราง อาทิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย ขณะที่ทางถนน ประกอบด้วย ถนน 4 เลน ระยะสอง การซ่อมแซมถนน ขณะที่ทางอากาศยานจะไม่อยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจากบริษัทอากาศยานและวิทยุการบินสามารถกู้เงินได้เอง
โดยโครงการส่วนใหญ่กว่า 82% ของวงเงินทั้งหมดใช้พัฒนาระบบราง รองลงมาเป็นการพัฒนาระบบถนน สัดส่วนประมาณ 14%
และหลายโครงการเป็นโครงการของรัฐบาลที่ผ่านมา บางโครงการผ่านมา 10 ปีแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ก็จะนำกลับมาปัดฝุ่นดำเนินการใหม่







