กรุงศรีมองหุ้นปรับฐานส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย มั่นใจพื้นฐานแกร่งกลับมายืนในกรอบ 1,500 - 1,600 จุด คาดครึ่งปีหลังทะยานแตะ 1,850 จุด
นางสุภาพร ลีนะบรรจง ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า ปีนี้หุ้นตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะตลาดเอเชียยังคงดูดีและเป็นเป้าหมายของเงินทุนทั่วโลกอยู่ ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนอะไรการปรับฐานบ้างถือเป็นเรื่องปกติและในด้านดีจะทำให้ตลาดหุ้นมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นด้วยเพราะที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมาตลอดการปรับตัวลงครั้งนี้ก็มาจากความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกในเรื่องของไซปรัสซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับไทยที่เดียว ซึ่งจากรูปแบบการขายของต่างชาติในอดีตก็จะปรับตัวลงประมาณ 3 วัน ตลาดหุ้นไทยน่าจะมีโอกาสกลับขึ้นมายืนที่ระดับ 1,550 จุด ได้อีกครั้ง หลังจากปรับตัวลงมาจากระดับใกล้ 1,600 จุด ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งหุ้นที่เป็นกลุ่มนำตลาดในช่วงที่ผ่านมาในตลาดขาขึ้นจะเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็กในขณะที่หุ้นใหญ่เองไม่ค่อยปรับตัวขึ้นมากเท่าไร เช่นเดียวกันในการปรับลงครั้งนี้หุ้นขนาดกลาง-เล็กก็จะเป็นกลุ่มนำตลาดลงมาเช่นกัน รวมทั้งหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กด้วย
"ในส่วนของกองทุนหุ้นของบริษัทเองไม่ได้มีการปรับพอร์ตอะไร เพราะหุ้นที่ลงทุนเน้นหุ้นพื้นฐานดีและลงทุนในระยะยาว หุ้นหลายตัวก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากการที่ตลาดหุ้นปรับลงในครั้งนี้ ในขณะที่นักลงทุนเองก็มีการซื้อเข้ามาตลอดในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงทำให้กองทุนมีเงินสดพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มขึ้น และราคาหุ้นบางตัวก็กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นไปค่อนข้างมากและค่อนข้างแพง ดังนั้นตลาดปรับลงก็เป็นผลดีเช่นกัน"
นางสุภาพร ยังกล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวมด้วยพื้นฐานที่ไม่เปลี่ยนแปลงตลาดหุ้นน่าจะอยู่ในช่วง 1,500 - 1,600 จุด ได้ ส่วนเป้าหมายดัชนี 1,850 จุด นั้น ยังมีโอกาสที่จะเห็นได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้นนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนประหยัดภาษีที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นก็น่าจะทยอยแบ่งเงินเข้าลงทุนในช่วงนี้ได้บ้างไม่ควรไปรอซื้อตอนสิ้นปีเพียงอย่างเดียวเพราะอาจจะต้องไปซื้อที่แพงกว่าได้น่าจะแบ่งทยอยซื้อไปตลอดทั้งปีจะดีกว่า
สำหรับทองคำเองหลังจากปัจจัยความกังวลเรื่องไซปรัสกลับเข้ามาในตลาดราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นหากเศรษฐกิจมีความเสี่ยงความกังวลขึ้นมาเมื่อไรทองคำก็จะกลับขึ้นมาได้ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความปลอดภัยอยู่ แต่ในมุมกลับหลายคนกังวลว่าหากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในโลกเกิดเทขายทองคำออกมาพร้อมกันอาจจะส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงแรงได้นั้น ก็มีมุมมองที่ค้านว่าดีมานด์จากธนาคารกลางทั่วโลกก็ยังคงอยู่รวมถึงความต้องการจริงในทองคำด้วย การลงทุนในทองคำจึงควรมองระยะยาวช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนมากกว่า
"มุมมองทองคำในปีนี้บริษัทมองว่าราคาอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวมากอยู่ในกรอบ 1,550 - 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ปัจจุบันก็ขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบกลางๆ ประมาณ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ถือว่าเป้นระดับที่ทยอยสะสมได้สำหรับการลงทุนในระยะยาว โดยอาจจะแบ่งเงินลงทุนมากระจายลงทุนในทองคำประมาณ 10 - 15% ของพอร์ตการลงทุนรวม"









