I-snap Hot Issue 20 มี.ค. ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท กิตติรัตน์ ลั่นใช้หนี้ได้ในครึ่งศตวรรษ
ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท “กิตติรัตน์” ลั่นใช้หนี้ได้ในครึ่งศตวรรษ พร้อมเปิดช่องชำระหนี้เพิ่มหากเศรษฐกิจโต ย้ำสร้างทรัพย์สินให้ประเทศ ชี้โครงการมาตรฐานสูงปิดช่องทุจริต “วราเพท” คาดกฎหมายผ่านก่อน ก.ย.ปีนี้
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (19 มี.ค.) มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ในเรื่องรายละเอียด ซึ่งจะสามารถดำเนินโครงการต่างๆได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องเกินกว่าจะจัดสรรงบประมาณปกติ ซึ่งโครงการที่อยู่ในแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะมีแหล่งเงินที่แน่นอน โดยใช้เงินกู้และไม่ปะปนกับโครงการอื่นๆ ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจ และสามารถเตรียมความพร้อมดำเนินโครงการต่างๆได้
ทั้งนี้การประชุม ครม.ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาให้ข้อมูลกับที่ประชุม ครม.ทั้งนี้ได้ยืนยันกับที่ประชุมฯด้วยว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศจะได้รับการดูแลให้อยู่ในระดับไม่เกิน 50% ของจีดีพี
เขากล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.เงินกู้ฉบับนี้ถือว่ามีมาตรฐานสูงสุด ซึ่งถือว่าดีกว่าการออก พ.ร.ก. หรือการออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เหมือนในสมัยซึ่งผู้ที่อออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในตอนนี้เคยออกมากฎหมายใช้เงินในรูปแบบดังกล่าวมาแล้ว ทั้งนี้ในการกู้เงินะมีการคำนวณราคากลางการก่อสร้างตามมาตรฐานตามกระทรวงการคลังกำหนดไว้จึงไม่กังวลเรื่องการทุจริต โดยจะมีการบริหารวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ส่วนปัญหาที่จะมีการเบิกจ่ายเงินกู้ได้ในช่วงต้นปี 2557 ซึ่งอาจล่าช้ากว่าแผนงานการกู้เงินของรัฐบาล นายกิตติรัตน์กล่าวว่าปัญหาดังกล่าวจะต้องแก้ไขในลำดับต่อไปซึ่งได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปแก้ไขแล้ว
นายกิตติรัตน์ บอกว่า แผนชำระหนี้จะสามารถชำระได้ภายในระยะเวลาครึ่งศตวรรษ (50 ปี) แต่สิ่งที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในครั้งนี้จะอยู่เป็นทรัพย์สินของประเทศไปอีกหลายศตวรรษ (หลายร้อยปี) และมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งที่จริงแล้วอาจจะสามารถชำระหนี้ในเวลาเร็วกว่านี้ก็ได้หากเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อชำระหนี้ไประยะหนึ่งแล้วอาจเพิ่มการชำระหนี้เงินต้นเพื่อลดจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างไรก็ตามแผนที่กีระทรวงการคลังเสนอ ครม.ในวันนี้คือในช่วงระยะ 10 แรกที่กู้เงิน จะมีการชำระหนี้เฉพาะในส่วนของดอกเบี้ย จากนั้นในปีที่ 11 - 20 จะทยอยชำระหนี้ปีละ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยืนยันว่าการกู้เงินส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศ เนื่องจากขณะนี้ประเทศมีสภาพคล่องสูงจึงไม่อยากกู้เงินต่างประเทศโดยไม่จำเป็น
ทั้งนี้ ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณายจ่ายประจำปีเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อให้สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามแผนที่กำหนดไว้ภายใน 50 ปีโดยมีผลบังคับใช้พร้อมกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการชำระหนี้แบบขั้นบันได โดยกำหนดว่าในปีที่ 11-20 ไม่ต่ำกว่า 1% ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี ปีที่ 21-30 ไม่ต่ำกว่า 2% ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี 31-40 ไม่ต่ำกว่า 3% ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี และปีที่ 41-50 ไม่ต่ำกว่า 4% ของ 2 ล้านล้านบาทต่อปี
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าภาพรวมของโครงการทั้งหมดใน พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีความสอดคล้องกับข้อเสนอของประชาชน และมีความโปร่งใสในการดำเนินการ พร้อมกับยืนยัน เป็นการวางรากฐานให้กับประเทศชาติในระยะยาวโดยโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นการดำเนินงานที่ไม่เป็นการก่อหนี้เพราะได้ผลตอบแทนมากกว่า และเป็นโครงการระยะยาว ที่จะเพิ่มขีดความสามรรถทางการแข่งขันระบบเศรษฐกิจของประเทศ
“โครงการที่จะสามารถเห็นได้ในช่วง 3-5 ปี จะมีทั้งระบบราง เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย ขณะที่ทางถนน ประกอบด้วย ถนน 4 เลน ระยะสอง การซ่อมแซมถนน ขณะที่ทางอากาศยานจะไม่อยู่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เนื่องจากบริษัทอากาศยานและวิทยุการบินสามารถกู้เงินเองได้”
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมจะกำหนดราคากลางวัสดุก่อสร้างและงบประมาณในการดำเนินโครงการแต่ละโครงการและเสนอให้ ครม.พิจารณาเป็นรายโครงการและความกังวลเรื่องค่าเงินทางที่กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เชื่อว่าไม่มีผลต่อราคากลางในการก่อสร้างแต่ละโครงการ เพราะวัสดุในการก่อสร้างจะมาจากภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่หากมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศจะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะซื้อสินค้าได้ในราคาถูก
แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.กล่าวว่า ในที่ประชุมฯได้หารือถึงรื่องนี้กันยาวนาน โดยได้ยกตัวอย่างการกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลก่อนมาเปรียบเทียบ ซึ่งออกเป็นพ.ร.ก. ขณะที่การกู้เงินครั้งนี้เป็นการออกพ.ร.บ. สามารถนำเสนอสู่กระบวนการของรัฐสภาได้อย่างโปร่งใสกว่า พ.ร.ก.ที่ไม่ได้ถกเถียงกันในรัฐสภา นอกจากนี้ขั้นตอนการชำระหนี้ นายกิตติรัตน์ ก็บอกกับที่ประชุมว่า ไม่มีความกังวล เพราะระยะเวลาการใช้หนี้ก็อาจลดลงจากกำหนด 50 ปีได้ หากช่วงนั้นสถานการณ์ทางการเงินของประเทศอยู่ในเกณฑ์ดีมีสภาพคล่องเพียงพอ
ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมได้ส่งเอกสารประกอบแนบท้ายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการต่างๆที่อยู่ใน พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ พ.ศ.... วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา ประกอบไปด้วย 1.ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า วงเงิน 354,560.73 ล้านบาท โดยปรับปรุงโครงข่ายทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นโครงข่ายการขนส่งหลักของประเทศ เช่น ลพบุรี-เด่นชัย,มาบกะเบา -ชุมทางถนนจิระ, ชุมทางถนนจิระ -อุบลราชธานี, นครปฐม-หัวหิน-สุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ และเส้นทางอื่นที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายหลัก นอกจากนี้ จะต้องมีแผนสนับสนุนการขนส่งสินค้าทางลำน้ำและชายฝั่ง โดยการพัฒนาท่าเรือลำน้ำและท่าเรือชายฝั่งทะเลทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
2.ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 1,042,376.74 ล้านบาท เช่น แผนพัฒนาประตูการค้าหลักและประตูการค้าชายแดน พัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง แผนพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภูมิภาคด้วยรถไฟความเร็วสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย, กรุงเทพฯ-หัวหิน-ปาดังเบซาร์ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง รวมถึงการพัฒนาเส้นทางรถไฟสายใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เด่นชัย-เชียงรายอและบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม และ3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว วงเงิน 593,801.52 ล้านบาท โดยพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมืองโดยเฉพาะระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่บริการในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และแผนงานส่งเสริมหรือสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศตามยุทธศาตร์ วงเงิน 9,261.01 ล้านบาท








