"ยิ่งลักษณ์"หนุนผู้ประกอบการรายย่อยบุกตลาดต่างประเทศ ชี้ 4 แนวทางพัฒนาเน้นสร้างแบรนด์-ผลิตสินค้าตามความต้องการโลก
ในวันนี้ (18 มี.ค.) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ SMEs & OTOP สู่เวทีโลก จัดโดยกระทรวงการคลัง การะทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสถาบันการเงินในกำกับของรัฐ ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) นับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันเป็นอย่างมากโดยปัจจุบันมูลค่าของทั้ง 2 กลุ่มคิดเป็น 37% ของจีดีพี มีการจ้างงานสูงถึง 11 ล้านคนและมีมูลค่าการส่งออกสินค้ามากกว่าปีละ 2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ และเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นในอนาคต
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากแบ่งกลุ่มของ SMEs และ OTOP ออกเป็นกลุ่มๆตามศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจจะพบว่ามีผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่มีความพร้อมสามารถส่งออกสินค้า หรือมีความพร้อมในการส่งออกสินค้า ซึ่งส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาช่วยดูเรื่องของการขยายตลาด 2.กลุ่มที่พร้อมที่จะยกระดับขึ้นเป็นผู้ประกอบการที่สามารถส่งออกสินค้าได้ ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องไปช่วยพัฒนาการผลิตสินค้า วางแผนการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น และ 3.กลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจได้ไม่นาน ซึ่งในส่วนนี้ต้องการได้รับการส่งเสริมในหลายด้านจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องความรู้ในเรื่องการทำธุรกิจซึ่งกระทรวงพาณิชย์สามารถช่วยเหลือได้ และกระทรวงการคลังจะต้องเข้าไปดูเรื่องการช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
"การพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยต้องทำอย่างบูรณาการและต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสและตลาดในการขายสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งแนวทางที่ควรทำ 4 ด้านเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและสินค้าคือ 1.การสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มสินค้าซึ่งต้องทำควบคู่การเพิ่มนวัตรกรรมการตลาด 2.การส่งเสริมการผลิตสินค้าตามความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของโลก 3.การยกระดับการผลิตสินค้าด้วยเครื่องจักรและนำแรงงานที่มีฝีมือไปเพิ่มมูลค่าสินค้าในส่วนอื่นๆ และ 4 การส่งเสริมแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม"
ด้านนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ทั้งนี้ในแต่ละปีสถาบันการเงินของรัฐมีสินเชื่อที่สามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการได้กว่า 4 แสนล้านบาท เช่น สินเชื่อ ก็มีวงเงินสินเชื่อกว่า 2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสถาบันการเงินของรัฐสามารถปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยได้น้อย เช่น ในปีที่ผ่านมาสามารถปล่อยได้เพียง 3% เท่านั้น ที่เหลือเป็นการปล่อยให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเท่าไหร่นัก ดังนั้นการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินได้มากขึ้น และจะเป็นเครื่องมือในการ่วยยกระดับและพัฒนาผู้ปรกอบการรายย่อยของไทยได้









