กกพ.ยันค่าเอฟทีรอบหน้าไม่ปรับขึ้น เพราะค่าเงินบาทแข็ง พร้อมเตรียมเร่งยกร่างระเบียบการแข่งขันการค้าก๊าซธรรมชาติภายในกลางปี
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการประจำปี 2556 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ในหัวข้อ "Interconnectivity & Cross-Boarder Trade" เพื่อผลักดันความร่วมมือการกำกับกิจการพลังงานของอาเซียน โดยมีผู้แทนหน่วยงานด้านกำกับกิจการพลังงานของประเทศในภูมิภาคอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม พร้อมผู้แทนจากบริษัทพลังงานชั้นนำของโลกเข้าร่วมซึ่งการประชมครั้งนี้ให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายพลังงานให้ทั่วถึงกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน หรือ ASEAN GRID และการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน หรือ Trans-ASEAN Gas Pipeline
ด้าน นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธาน กกพ. กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีทำให้ราคาเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าลดลง ประกอบกับทุกภาคส่วนได้ร่วมกันลดใช้ไฟฟ้าในวันที่ 5 เมษายนนี้ จนไม่จำเป็นต้องนำน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตามาใช้ในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติ ที่หายไปจากการหยุดซ่อมแท่นผลิตก๊าซฯ ในเมียนมาร์ ทำให้ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ เอฟที ตั้งแต่งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิ้นปีนี้ มีแนวโน้มที่จะไม่เปลี่ยนแปลง แม้ยังมีภาระค่าเอฟทีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. แบกรับภาระไว้ประมาณ 6,000 ล้านบาท หรือ คิดเป็นเอฟทีที่ต้องเพิ่มขึ้น 4 สตางค์ต่อหน่วย โดยเชื่อว่า จะสามารถใช้หนี้ส่วนนี้ได้หมดภายในสิ้นปีนี้ โดยคงเอฟทีไว้ที่ 52.04 สตางค์ต่อหน่วย หากไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติในตะวันออกกลางจนส่งผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิง หรือ เงินบาทอ่อนค่าลง
นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการร่างระเบียบการแข่งขันในธุรกิจค้าก๊าซธรรมชาติ ว่า ร่างระเบียบการแข่งขันในธุรกิจค้าก๊าซธรรมชาติฉบับนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในกลางปีนี้ ซึ่งหลังจากที่ร่างระเบียบการแข่งขันฯฉบับนี้ผ่านออกมาเป็นมติ กพช. ก็จะทำให้ผู้ค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากทั่วโลก มั่นใจที่จะเข้ามาแข่งขันในประเทศไทย
"ในปัจจุบันนี้ มีเพียง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายเดียวที่ขายก๊าซธรรมชาติ ทำให้เกิดการผูกขาด ซึ่งหากร่างระเบียบการแข่งขันฯฉบับนี้แล้วเสร็จ จะเกิดผู้ค้าก๊าซฯรายใหม่ๆเข้ามาแข่งขันในประเทศไทย ส่งผลให้ราคาก๊าซฯลดลง สุดท้ายประชาชนทั่วประเทศก็จะได้ประโยชน์ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เหมะสม"นางพัลลภา กล่าว
โดยร่างระเบียบการแข่งขันฯฉบับนี้ จะกำหนดกฎกติกาให้ทุกรายจ่ายค่าผ่านท่อ และค่าเช่าคลังก๊าซแอลเอ็นจีในราคาเดียวกัน และเปิดให้ทุกบริษัทเข้ามาใช้ท่อ และคลังฯได้อย่างเสรีโดยปราศจากการกีดกันจาก ปตท. ซึ่งในปัจจุบันแผนการสร้างคลังแอลเอ็นจีสามารถเก็บแอลเอ็นจีได้ถึง 10 ตัน เป็นปริมาณที่เพียงพอในการใช้ของโรงไฟฟ้าใหม่ได้อีก 10 โรง จึงยังมีช่องว่างในการเปิดให้ผู้ค้ารายอื่นเข้ามาแข่งขันอีกมาก ซึ่งจะสอดคล้องกับการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ไอพีพี) ในรอบนี้ที่จะเปิดยื่นเสนอโครงการในเดือนเมษายนนี้ และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ในเดือนกรกฎาคม 2226
นอกจากนี้ ในอนาคตคาดว่าราคาแอลเอ็นจีจะลดต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องจากการนำเชลล์แก๊สออกมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ ที่มีปริมาณสำรองสูงกว่าพันล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และยังมีอีกหลายประเทศที่ค้นพบก๊าซมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 12 พันล้านลูกบาศก์ฟุต ยังสามารถใช้ได้นานกว่า 10 ปี โดยในปัจจุบันราคาแอลเอ็นจีในภูมิภาคเอเชียมีราคาสูงถึง 15-17 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ยุโรป 11-12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ขณะที่สหรัฐฯมีราคาเพียง 2-4 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งหากรวมค่าขนส่งที่มีราคาแพงแล้ว ราคาต้นทุนก๊าซของสหรัฐฯก็ยังสามารถแข่งขันในเอเชียได้
ส่วนข้อกฎหมายของสหรัฐฯที่ห้ามส่งออกแอลเอ็นจีนั้น ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะผ่อนปรนในมาตรการนี้มากขึ้น โดยล่าสุดสหรัฐฯได้ส่งออกแอลเอ็นจีให้กับประเทศที่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) แล้ว ซึ่งในภูมิภาคนี้ได้ส่งออกให้กับประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ราคาแอลเอ็นจีในภูมิภาคนี้ต่ำลง และคาดว่าสหรัฐจะผ่อนปรนมากขึ้นอีก เพราะราคาแอลเอ็นจีในเอเชียยังอยู่ในระดับสูง จูงใจให้ส่งเข้ามาขาย โดยล่าสุด เชฟรอน และเชลล์ ก็แสดงความสนใจที่จะส่งแอลเอ็นจีเข้ามาขายในประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการผลิตไฟฟ้า
สำหรับการแข่งขันค้าก๊าซธรรมชาติเสรีนั้น จะเปิดให้ผู้ค้าก๊าซจากทั่วโลกเข้ามาใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อ และคลังก๊าซแอลเอ็นจี ให้อย่างเท่าเทียมกันกับ ปตท. และผู้ซื้อโรงไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆสามารถเลือกใช้ก๊าซฯจากท่อของบริษัทใดๆก็ได้ที่มีราคาถูก และให้บริการดีที่สุด









