"กิตติรัตน์"ระบุดอกเบี้ยนโยบายสูง ส่งผลเงินบาทแข็งค่า ชี้กนง.พิจารณาทิศทางนโยบายใหม่ ขณะนี้ไม่ช้าเกินไป
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75 % เป็นระดับที่มีความเสี่ยงที่จะดึงดูดเงินต่างประเทศเข้ามา โดยถ้าเงินบาทแข็งค่าเพราะประเทศได้ดุลการค้าหรือดุลบริการเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่เงินต่างประเทศที่เข้ามาเพราะส่วนต่างของดอกเบี้ยจะไม่เกิดประโยชน์กับประเทศ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็มีความเชื่อของตัวเอง แต่ที่ผ่านมาได้แสดงความเห็นเรื่องนี้ในฐานะรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจของประเทศมาหลายครั้งแล้ว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หากกนง.จะพิจารณานโยบายดอกเบี้ยใหม่ในขณะนี้ก็ไม่เป็นเรื่องที่ช้าไป โดยไม่ว่าจะมีความเห็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิดเพราะเป็นการให้ความเห็นเพื่อประเทศ และเห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กนง.คงไม่ได้ดำเนินการอะไรเพื่อพิสูจน์ความคิดของตัวเองว่าถูกหรือไม่ ซึ่ง กนง.บางคนมาเล่าให้ฟังว่าเงินบาทแข็งค่าไม่ใช่เรื่องเสียทั้งหมด เพราะการนำเข้าวัตถุดิบจะจะมีต้นทุนต่ำลง
นอกจากนี้ การที่เงินบาทแข็งค่าจะมีบางกลุ่มได้ประโยชน์และบางกลุ่มและบางกลุ่มเสียประโยชน์ แต่ในฐานะผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศต้องการเห็นค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ โดยถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรแข็งค่าหรืออ่อนค่าเพราะการผันผวนไม่เป็นผลดี แต่อาจมีกลุ่มนักเก็งกำไรที่ชอบเงินบาทผันผวน ซึ่งที่ผ่านมาได้แสดงความเห็นต้องการให้เงินบาทมีเสถียรภาพมาตั้งแต่ 31 บาท และการพูดครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องการให้ค่าเงินกลับไปอยู่ที่ 31 บาท แต่ถ้าทำให้ค่าเงินมีเสถีบรภาพได้จะเป็นเรื่องดี
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแสดงความเห็นเกี่ยวกับการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นเรื่องที่ไม่ต้องการออกมาความเห็นในเชิงโต้เถียง แต่ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าก็ต้องเสนอมา ซึ่งรัฐบาลมองว่าการออกเป็น พ.ร.บ.มีความเหมาะสม วิธีงบประมาณมีกระบวนการรัดกุมมากขึ้น เพราะการตรวจสอบร่วมจากกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ในช่วงระยะเวลาลงทุนต่อเนื่อง 7 ปี ต่างจากวิธีงบประมาณปกติ ที่ผูกพันธ์ปีต่อปี ทำให้หลายๆโครงการไม่มีความต่อเนื่อง









