Logos Hopeเรือแห่งความหวัง สานฝันพื่อสังคม

ภารกิจสำคัญของโลโกส โฮป คือ การนำความรู้ ความช่วยเหลือและความหวังสู่ผู้คนทั่วโลก เด็กไทยหัวใจอาสาเลือกทำงานที่นี่เพื่อสานต่อปณิธานเพื่อสังคม
เรือโลโกส โฮป (Logos Hope) ร้านหนังสือลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือเรือเดินสมุทรลำล่าสุดขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร GBA Ships แห่งประเทศเยอรมนี
เรือแห่งความหวัง แวะเวียนมาเทียบท่าที่ท่าเรือคลองเตย เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 11 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มน้ำตาลมิตรผล ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนกิจกรรมของเรือ โลโกส โฮป สอดรับกับการที่องค์การยูเนสโก ได้เลือกให้กรุงเทพมหานครเป็น “เมืองหนังสือโลก ปี 2556” (World Book Capital 2013)
หลายคนเดินทางไปหาพวกเขา เพื่อหาซื้อหนังสือดีๆราคาถูกที่มีอยู่กว่า 5,000 รายการ ไปดูนิทรรศการ หรือแม้แต่ถ่ายรูปกับเรือลำโต..ทว่าพันธกิจสำคัญของพวกเขา ไม่ได้มีแค่นั้น
“ภารกิจสำคัญของโลโกส โฮป คือ การนำความรู้ ความช่วยเหลือ และความหวังสู่ผู้คนทั่วโลก”
มร.ลอยด์ นิโคลาส ผู้อำนวยการเรือโลโกส โฮป บอกถึงความสำคัญที่มากไปกว่าร้านหนังสือลอยน้ำของ โลโกส โฮป โดยที่ผ่านมามันได้ไปเยี่ยมเยียนผู้คนมาแล้วกว่า 43 ประเทศ เทียบท่าเรือกว่า 68 แห่งทั่วโลก จำหน่ายหนังสือไปมากกว่า 3 ล้านเล่ม และมีผู้เยี่ยมชมเรือกว่า 2.6 ล้านคน
ในปี 2552 เรือลำโตเคยจอดเทียบท่าประเทศไทย ที่ท่าเรือเดียวกันนี้ ในชื่อ Doulos ซึ่งปัจจุบันเรือลำดังกล่าวได้ปลดประจำการไปแล้ว แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กหนุ่มวัย 27 ปี “ซาน-ศรีสวัสดิ์ คมศักดิ์สถาพร” ได้ขึ้นมาส่องดูการทำงานและพยายามนำพาตัวเองให้เข้ามาเป็นหนึ่งในอาสาสมัครนานาชาติบนเรือแห่งความหวังนี้ เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา
“ผมทำงานกับพี่สาวและพี่เขยซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ อโวด้า จังหวัดตาก เราส่งเสริมเด็กยากไร้ให้ได้เรียนหนังสือและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมต้องทำงานภาคสังคม แต่มีปัญหาคือคุยกับคนแปลกหน้าไม่ค่อยเก่ง ผมอยากช่วยเหลือพวกเขานะแต่อธิบายสิ่งที่ผมคิดไม่ได้ เลยเลยอยากเข้ามาเรียนรู้ ฝึกตัวเอง และหาประสบการณ์ จากการเป็นอาสาสมัครที่ โลโกส โฮป”
นั่นคือเหตุผลที่เขาตัดสินใจเอาชนะความกลัว ความอ่อนด้อยด้านภาษาอังกฤษ มาเป็น 1 ใน 5 อาสาสมัครเด็กไทย ที่อยู่ร่วมกับอาสาสมัครนานาชาติกว่า 400 ชีวิต จาก 45 ประเทศทั่วโลก บนเรือลำนี้ โดยไม่มีรายได้ ไม่มีค่าตัว เป็นเวลา 2 ปี ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว ทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง เช่นเดียวกับทุกคนที่ขึ้นมาบนเรือลำนี้
“คอนเซ็ปต์ของที่นี่ คือ เข้ามาเป็นเด็ก แต่ออกไปเป็นผู้ใหญ่” น้องซานบอกกับเราถึงห้องเรียนหลังใหญ่ที่ชื่อโลโกสโฮป ที่เด็กๆ จากทั่วโลกจะได้เข้ามาเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเอง สำหรับเด็กไทยอย่างเขา ต้องปรับตัวตั้งแต่พยายามปิดจุดอ่อนอย่างนิสัยขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก หรือกระทั่งกลัวผิดพลาด ซึ่งนั่นเป็นปัญหาและทำให้เด็กไทย “เสียโอกาส” อยู่เสมอ ส่วนจุดอ่อนด้านภาษา ก็ค่อยๆ เรียนรู้ และหาเพื่อนที่พูดสำเนียงเข้าใจง่าย เพื่อให้ช่วยแปลในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่ว่าเด็กที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรกแล้วจะไม่ต้องปรับตัวนะครับ เขาก็ต้องรู้จักที่จะปรับมาใช้การสื่อสารอย่างง่ายๆ เพราะที่นี่เราอยู่กันหลายเชื้อชาติ มีบางคนที่พูดภาษาอังกฤษปร๋อเลย จนเพื่อนๆ ฟังไม่ทัน เราก็จะมีโจ๊ก บอกเขาว่า พูดภาษาอังกฤษสิ (หัวเราะ)”
“เปิดรับ” และ “ถ่อมใจ” คือ บทเรียนสำคัญที่ซานเรียนรู้จากเรือลำนี้ เขาทำงานในห้องครัว หน้าที่คือ เตรียมอาหารให้กับเพื่อนๆ ทั้ง 400 ชีวิต เหตุผลที่เลือกงานในครัว เพราะอยากเรียนรู้การทำอาหาร ซานบอกว่า หัวหน้าของเขายังเด็ก และไม่เคยทำงานมาก่อน ขณะที่เขาเรียนมาทางด้านบริหาร หลายครั้งการสั่งการของหัวหน้า จึงมักขัดแย้งกับความคิดของเขา
“ถ้าผมปิดตัวเองคิดแค่ว่า เขาอายุน้อยกว่าผม ไม่เคยทำงานมาก่อน และผมก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา ถ้ามองแค่นี้ ผมจะไม่ได้เรียนรู้แน่นอน แต่ถ้าเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่า ต่อให้เขาอายุน้อยกว่า แต่เขารู้เรื่องอาหารดีนะ เพราะส่วนใหญ่เป็นอาหารของชาติเขา ฉะนั้นถ้าเปิดใจมากขึ้น ผมก็จะได้เรียนรู้จากเขาด้วย ก็ต้องเชื่อใจเขา ถ่อมใจ และเปิดรับ”
เริ่มเรียนรู้จากคนใกล้ๆ ตัว และหาแรงบันดาลใจจากคนที่เป็นอาสาสมัครมานานๆ ซานบอกว่า มีอาสาสมัครชาวเยอรมันที่อยู่บนเรือมานานหลายปี ให้เหตุผลว่าเพราะชอบที่จะเห็นผู้คนซึ่งแตกต่างกัน ได้เดินทางไปในหลายๆ ประเทศ เรียนรู้ความคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และยังมีเพื่อนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้เขา “มีความสุข”
“สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเขาคือ ความใจเย็น เขาจะยิ้มแย้มแจ่มใส และเข้าใจเด็กใหม่อย่างพวกเรามาก แม้อยู่ในสถานการณ์หนักๆ เขาก็ดูสบายๆ จนเป็นที่พึ่งให้กับเด็กใหม่ๆ ได้” อีกหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับคนทำงานภาคสังคมอย่างเขา
ซาน ขึ้นเรือจากฟิลิปปินส์ ไปฮ่องกง กัมพูชา แล้วกลับมาที่ประเทศไทย พอถามว่าต้องไปประเทศไหนต่อ และไปอีกกี่ประเทศ เขาบอกว่า เส้นทางเดินเรือของ โลโกส โฮป ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจน และบางครั้งก็อาจเสียเวลาไปบ้างกับการซ่อมบำรุงเรือ เพราะลูกเรือแทบทุกคนต่างก็ยัง “มือใหม่” กันทั้งนั้น
แต่ไม่ว่าระยะทางจะใกล้หรือไกล ในแต่ละวันที่ผ่านพ้น เขาก็ได้เรียนรู้ และตอบความตั้งใจตั้งแต่ต้นได้หมดแล้ว..
“ผมยังคงพยายามฝึกฝนและควบคุมตัวเอง โดยออกจาก Comfort zone เริ่มออกไปในที่ๆ ผมไม่ชอบ ซึ่งถ้าออกมาแล้วยังอยู่ได้ Comfort zone ของผมก็จะกว้างขึ้น ต่อไปก็จะอยู่ง่ายขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น และจะไม่มีอะไรยากสำหรับผมอีกต่อไป” เขาบอกกับเรา
การบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ก็เท่ากับการตอบคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับงานภาคสังคมของเขา คนที่คลุกคลีกับงานเพื่อสังคมมาตั้งแต่เด็ก จากการปลูกฝังของพี่สาว บอกกับเราว่า จะยังคงทำงานในภาคสังคมต่อไป เพราะตอบความฝันและความสุขในชีวิต..
“การทำงานอาสาสมัคร เป็นการเรียนรู้ที่จะให้ ซึ่งมักเป็นการให้กับผู้ที่ไม่มีอะไรจะให้กับเรา แต่สำหรับผม ความสุขก็คือ การได้ช่วยเหลือเด็กสักคนหนึ่ง มองเห็นเขาเติบโตขึ้นมา และมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ และเมื่อต้นไม้ต้นนั้นออกดอก ก็คือช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด และมีความสุขที่สุด ซึ่งเท่านี้ก็ตอบแทนผมได้หมดแล้ว”
หลังจากจบโครงการ เขาฝากคำมั่นสัญญาว่า จะกลับไปสานต่องานที่มูลนิธิอโวด้า ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อตั้งและอาจยังอ่อนแออยู่บ้าง แต่หวังว่าประสบการณ์ การเรียนรู้ ตลอดจนเพื่อนๆ และคอนเนคชั่นที่เขาสร้างไว้ตลอดการเดินทางครั้งนี้ จะทำให้การสานต่องานของมูลนิธิฯ ในอนาคตทำได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงแอบกระซิบอีกหนึ่งฝัน ซึ่งเกิดจากการทำงานในห้องครัว คืออยากทำ "ฟาร์มออร์แกนิกส์" เพราะนับวันอาหารก็จะยิ่งแพงขึ้น ของดีๆ หาทานยาก ขณะที่เทรนด์คนรักสุขภาพก็มากขึ้นทุกวัน
แน่นอนว่า เรื่องธุรกิจดูจะเป็นเหตุผลลำดับท้ายๆ เพราะเป้าหมายจริงๆ ของเขา ก็คือหางานให้เด็กๆ ในมูลนิธิฯ ได้ทำ เรียกว่า ส่งเสริมทั้งการศึกษา และยังมีอาชีพมารองรับ เพื่อให้ต้นไม้ที่เขาปลูกไว้ ได้งอกงามและยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตัวเอง..
และนี่ก็คือความฝันของเด็กไทยหนึ่งคน ที่หวังให้เรือ โลโกส โฮป นำพาความมุ่งมั่นของเขา..ไปให้ถึงฝั่งฝัน







