วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนร่างพ.ร.บ.กู้เงิน2.2ล้านล้านส่อขัดก.ม.

นักกฎหมายซัดฝ่ายการเมืองกู้เงินใช้จ่ายนอกงบประมาณ ทำลายวินัยการเงินการคลังยับ

นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินการคลังกล่าวว่า กรอบวินัยการเงินการคลังได้รับการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างครบถ้วนในหมวด 8 ว่าด้วยการเงิน การคลัง และงบประมาณ ซึ่งมีเนื้อหาอยู่ 5 มาตรา (166-170) โดยหลักของการจ่ายเงินแผ่นดิน ระบุไว้ในมาตรา 169 ว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมาย 4 ฉบับเท่านั้น คือกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

สำหรับเงินกู้ แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่เมื่อรัฐบาลกู้มาแล้วก็ต้องถือเป็นเงินแผ่นดินประเภทหนึ่ง สำหรับการกู้เงินต้องไปดู พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 20 ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ ระบุว่า ให้กระทรวงการคลังกู้เงินได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ 1.ชดเชยการขาดดุลงบประมาณหรือเมื่อมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ 2.พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 3.ปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ 4.ให้หน่วยงานอื่นกู้ต่อ 5.พัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนด คือ เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศที่ได้รับจากการกู้เงินตาม (2) ถึง (5) ให้นำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินหรือตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ โดยไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง

"แม้การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายรัฐบาลสามารถทำได้ ตาม พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ มาตรา 20 (2) แต่การกู้เงินแต่ละวัตถุประสงค์ต้องมีเพดาน เช่น กู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของงบประมาณ คำถามคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลกำลังเสนอนั้น เกินเพดานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่" นายปรีชาตั้งคำถาม

เขากล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้ แม้ไม่ต้องนำส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง แต่เงินกู้ดังกล่าวยังถือเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเงินแผ่นดินก็ต้องจ่ายตามกฎหมาย 4 ประเภทที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 169 เท่านั้น โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ก็เขียนเอาไว้ชัดว่า เงินรายได้ของหน่วยงานของรัฐใดที่ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน การใช้จ่ายเงินดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังตามหมวด 8 ของรัฐธรรมนูญด้วย

"แต่ที่ผ่านมาในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความ พ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555) ว่าเงินกู้ในส่วนที่ไม่ต้องส่งเข้าเป็นเงินคงคลังไม่เป็นเงินแผ่นดินตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่ามีการใช้จ่ายนอกเหนือกรอบวินัยการเงินการคลังโดยไม่มีกฎหมายใดดูแลใช่หรือไม่ แต่ในคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาก็ลงท้ายเอาไว้ว่าไม่ใช่ความเห็นอันเป็นที่สุด ต้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ" นายปรีชากล่าว

เขายังเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายการเงินการคลังของรัฐ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรค 3 เพื่อกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังในส่วนของเงินนอกงบประมาณ เพื่อไม่ให้มีปัญหาขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ