เมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.30% เป็นผลสืบเนื่องจากการจ้างงานภาคเอกชนในเดือน ก.พ. 56 เพิ่มขึ้น 198,000 ตำแหน่ง
มากกว่าที่คาด 16.5% และเศรษฐกิจสหรัฐในช่วง ม.ค.-ก.พ.56 ยังขยายตัวปานกลางจากการใช้จ่ายผู้บริโภคและการผลิตที่ขยายตัวได้ดี ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนลดลง 0.25% ขณะที่ตลาดยุโรปลดลง 0.3% จากแรงงานทำกำไร
ในวันนี้เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะมีการซื้อขายค่อนข้างผันผวนและมีโอกาสปิดอ่อนตัวลง เนื่องจากขาดปัจจัยบวกที่จะส่งผลให้ตลาดหุ้นปิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยมีอัตราผลตอบแทนรวม 12% มากกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคประมาณ 7.5%
เราประเมินว่าหากมีแรงขายทำกำไรในระยะสั้นนี้จากการประเมินมูลค่าที่มากกว่าตลาดภูมิภาคราว 3% เราพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะถูกแรงขายทำกำไรมากที่สุดได้แก่กลุ่มอสังหริมทรัพย์ที่มีการซื้อขายที่ PE 20.3x และมีผลตอบแทนรวมมากกว่าตลาด 25.2% และกลุ่มก่อสร้างมี PE 21.6x และมีผลตอบแทนรวมมากกว่าตลาด 10.7% ในขณะที่กลุ่มธนาคาร, พลังงานและสื่อสารยังคงมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าตลาดที่ 1.0%, 6.6% และ 7.1% ตามลำดับ
แนวรับ/แนวต้าน: 1550/1570
กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีเป็นรายตัว
สัดส่วนการลงทุน: เงินสด 40%: พอร์ตหุ้น 60%
นักลงทุนระยะสั้น: เก็งกำไร GUNKUL, VNT, STEC
นักลงทุนระยะยาว: แนะนำซื้อ SCC, BGH, AAV, BANPU
จับข่าวมาเก็งกำไร
บริษัทวีนิไทย (VNT) ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 10% หรือราว 1.85-1.9 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้กำลังการผลิตจะกลับมาอยู่ในภาวะปกติ และในส่วนของราคาและส่วนต่างราคา PVC มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ของตลาด ประกอบกับในปีนี้บริษัทจะมีการรับรู้กำไรจากโครงการ Epichlorohydrine (ECH) มากขึ้นกว่าปี 55 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยในการผลักดันกำไรสุทธิในปี 56 (คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 24 บาท)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
ผลการใช้สิทธิประโยชน์ส่งออกภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในปี 55 มีมูลค่าการใช้สิทธิ 4.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 4.4% จากปี 54 โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิคิดเป็น 47.3% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิลดภาษี โดยเขตการค้าเสรีอาเซียนมีมูลค่าการส่งออกสูงสุด มูลค่า 1.47 หมื่นล้านเหรียญ
รัฐบาลไทยและสหภาพยุโรปได้ข้อสรุปให้เริ่มต้นเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในสองปีและคาดว่าจะได้ข้อสรุปปี 57 โดยจะครอบคลุมการเปิดเสรีภาคบริการและการค้าสินค้า ประกอบกับเพิ่มช่องทางการค้าระบบแฟร์เทรดมากขึ้นซึ่งจะช่วยให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 5-10% โดยส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ากลุ่มอาหาร
ปัจจัยต่างประเทศ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้น 42.47 จุดหรือ 0.30% ปิดที่ 14,296.24 หลังภาคเอกชนในสหรัฐมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 198,000 ตำแหน่งในเดือน ก.พ. 56 เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์และเป็นการเพิ่มสูงสุดในรอบ 1 ปี ประกอบกับเฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐในเดือน ม.ค.-ก.พ. 56 ยังขยายตัวจากภาคการผลิต
ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ปิดปรับตัวลดลง 0.39 ดอลลาร์หรือ 0.43% ปิดที่ 90.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากตัวเลขสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3.83 ล้านบาร์เรลมากกว่าที่คาดการณ์และการแข็งค่าของดอลลาร์ อีกทั้งคำสั่งซื้อภาคโรงงานในสหรัฐลดลง 2% ในเดือน ม.ค. 56









