"บุญเกียรติ โชควัฒนา" ซีอีโอแห่งไอ.ซี.ซีฯ ที่แม้ทุกวันนี้จะยังคงทำงานหนัก แต่เขาไม่เคยละทิ้งความฝัน
หนึ่งในนักบริหารเครือสหพัฒน์ฯ เจ้าตำรับ “คิดบวก” คงต้องยกนิ้วให้กับ “บุญเกียรติ โชควัฒนา” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจในเครือสหพัฒน์มายาวนาน สานต่อภารกิจของตระกูล “โชควัฒนา” ขยายองค์กรให้เติบใหญ่แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเวทีการค้าที่ไร้พรมแดนมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันเพิ่มดีกรีความร้อนแรง
ทว่า อายุที่มากขึ้น ย่างเข้าสู่วัย 66 ปีของบุญเกียรติ ทำให้เขาตั้งใจจะวางมือจากการทำงานทิ้งเก้าอี้บริหารเพื่อเกษียณตัวเองไปถักทอ "ความฝัน" ที่วาดไว้ร่วมกับศรีภรรยา “ทิพาภรณ์ โชควัฒนา” ด้วยการไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่ประเทศอังกฤษ ดินแดนที่ทั้งคู่ประทับใจ ทว่าภารกิจที่ค้ำคอ ทำให้บุญเกียรติยังต้องกุมบังเหียนไอ.ซี.ซี.ต่อไป
ไม่เพียงแต่ไอ.ซี.ซี. วันนี้เขายังรับหน้าเสื่อเป็นแม่ทัพแก้ปัญหาการขาดทุนสะสมของธุรกิจรองเท้า ภายใต้บริษัท แพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และนั่นดูจะเป็นภาระหนักอึ้งที่ท้าทายผู้บริหารมากประสบการณ์ผู้นี้
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้เขาทำตามฝัน เสพสุขและใช้ชีวิตรื่นรมย์ในต่างแดนไม่ได้ แต่ชีวิตใช่ว่าจะหยุดล่าฝัน ล่าสุดสองสามีภรรยา จูงมือกันมาแถลงข่าวถึงการใช้เงินทุนส่วนตัว พร้อมกับการกู้แบงก์ส่วนหนึ่ง มาพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มูลค่าการลงทุนร่วมๆ 1,600 ล้านบาท หวังจะเนรมิตเมืองบาธ เมืองโบราณที่มีสถาปัตยกรรมสมัยตอร์เจียน ปลายศตวรรษที่ 18 และมีสถาปัตยกรรมโรมันมากมาย ในอังกฤษมาไว้ในประเทศไทย ใจกลางแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่หลงรักเมืองผู้ดี “บุญเกียรติ” เล่าว่า เมื่อครั้งที่เขาและภรรยาไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปี 2509 เป็นเวลา 4 ปี และตกหลุมรักดินแดนแห่งนี้ กลายเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้เขาทั้งคู่ต้องการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบอังกฤษจริงๆ พร้อมไปกับอยากจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่นั่น
กระทั่งทั้งคู่ย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาอีก 2 ปี และแต่งงานกันในปี 2514 จนกลับมาช่วยงานของของตระกูล ทว่าความฝันก็ยังคงติดค้างอยู่ในใจมาตลอด 30 ปี วันนี้มีโอกาสจึงขอสานฝันให้บรรลุความตั้งใจด้วยการเดินหน้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย เพราะงานในเครือสหพัฒน์ ยังต้องมีหัวเรือใหญ่นำทัพต่อไป
“ตอนนี้ไม่อยากเกษียณแล้ว มีภารกิจต้องดูแลที่นี่(เครือสหพัฒน์)ให้ดี” บุญเกียรติเล่าถึงสาเหตุที่ไม่สามารถไปใช้ชีวิตเกษียณที่ประเทศอังกฤษได้
“วันนี้ผมยังทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน ถ้ามีเวลาว่างจะใช้เวลาทั้งหมดในการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ร่วมๆ 12 ชั่วโมง ชดเชยกับการอดนอนทำงานหนัก” เขาหัวเราะ
สะท้อนให้เห็นว่าเขายังคงทำงานหนัก นั่นเพราะสหพัฒน์มีบริวารที่ต้องดูแลนับแสนคน เป้าหมายในการบริหารองค์กรแห่งนี้ เขาหวังให้ทุกคนมีความเจริญก้าวหน้า หากความสำเร็จดังกล่าวยังเห็นภาพชัด จึงจะรีไทร์ตัวเอง
นอกจากนี้ อายุที่มากขึ้น ทำให้ต้องปูทางให้ทายาทรุ่นหลังเข้ามาสานต่อธุรกิจ โดยมีทายาทหลายคนที่เล็งไว้ อาทิ “ธรรมรัตน์ โชควัฒนา” บุตรชายของเสี่ยบุณยสิทธิ์ และ “กิตยาภรณ์ ชัยถาวรเสถียร (โชควัฒนา)” บุตรสาวคนเดียวของบุญเกียรติ เป็นต้น
“การวางทายาทให้มาสานต่อธุรกิจของไอ.ซี.ซี. คล้ายๆกับบริษัทอื่นในเครือสหพัฒน์ ซึ่งตอนนี้เราเริ่มดึงคนรุ่นใหม่เขามาเรียนรู้การทำงานและหาประสบการณ์”
ขณะที่มุมมองการทำงานของ “บุญเกียรติ” ล้วนเป็นเชิงบวก ไม่ว่ากี่ครั้งที่ธุรกิจต้องเผชิญวิกฤติการเมือง ภัยธรรมชาติ ปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย แต่เขายังคงมองในแง่ดี เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้า เพราะการพลิกมุมมองให้เป็นบวก จะทำให้มองเห็นโอกาสและแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่เสมอ ต่างจากการคิดในแง่ร้าย อาจเป็นปัจจัยบั่นทอนความรู้สึกตนเองให้เกิดความท้อถอย หมดแรงจะก้าวต่อไปข้างหน้า
นอกจากการคิดดี คิดบวกแล้ว ยังต้องปฏิบัติดี โดยเฉพาะกับพนักงาน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารคนนี้ยึดถือนั่น คือ “ความรักและความเมตตา” "บุญเกียรติ" บอกเช่นนั้น
นิยามความรักของเขาที่มีต่อการทำงาน นั่นคือ การทำในสิ่งที่รัก เพราะจะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข สนุกในทุกวัน
ส่วนความเมตตา นั่นคือ สิ่งที่เขามอบให้กับพนักงานในองค์กร เพราะความเมตตาคือความปรารถนาดี ความหวังดี ต่อลูกน้อง ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์จากผู้ปฏิบัติงานใต้บังคับบัญชาเพียงอย่างเดียว แต่ผู้บริหาร และองค์กรจะต้องดูแล ไม่ทอดทิ้งพนักงาน ไม่ว่ายามเจ็บไข้ได้ป่วย หรือกระทั่งเวลาแห่งความสุข
“เราต้องมีเมตตากับลูกน้อง และคนที่ทำงานกับเรา ไม่ใช่จะยึดประโยชน์จากเขาเท่านั้น”สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดที่ “บุญเกียรติ” หวังไว้ให้ทุกคนก้าวหน้า และเติบใหญ่ไปพร้อมๆ กับองค์กรที่แผ่ขยายร่มเงาให้แผ่ไพศาลในวงการธุรกิจ
อีกสิ่งหนึ่งที่นักบริหารคนนี้สำทับในกระบวนการทำงาน นั่นคือ “ความอดทน” เพราะการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบใหญ่นั้น มีอุปสรรคมากมาย จึงจำเป็นต้องมีความอดทนต่อปัจจัยเร้าที่จะกระทบองค์กร 30 ปี กับการสานฝันด้วยการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ “บุญเกียรติ” บอกว่ายังมีสิ่งที่เขาอยากทำอีกมากมาย ขณะที่ชีวิตส่วนตัวต้องการ “ปฏิบัติธรรม”
“อายุขนาดนี้แล้ว ไม่เน้นเรื่องทำธุรกิจ แต่เน้นการทำดี” แม้กระทั่งการทำธุรกิจอสังหาฯ เขาก็มองเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่ได้แสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเติมเต็มความฝันของตนเองและภรรยา เขาย้ำปนรอยยิ้ม
ถามว่าสิ่งที่ทำมากมาย วันนี้ประสบความสำเร็จหรือยัง.. นักบริหารผู้คิดบวก บอกว่าบางอย่างก็ยังไม่ Success โดยเฉพาะ “การให้” พนักงานเติบโตเช่นเดียวกับองค์กร แต่เขาไม่ย่อท้อ ยังคงสะสมพลังเพื่อทุ่มเทเวลาทำงานสร้างสิ่งดีๆเพื่อองค์กรและพนักงานต่อไป
กระนั้น...ก็ไม่เคยละทิ้งความฝัน





