"ประสาร"เผยนโยบายการเงินปีนี้ จับตา"ศก.โลก-สินเชื่อครัวเรือน-เงินทุนไหลเข้า"เตือนสถาบันการเงินระวังโฆษณากระตุ้นสินเชื่อ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปาฐกถาพิเศษเรื่อง"ทิศทางนโยบายการเงินไทย ปี 56" ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง"โอกาสเศรษฐกิจไทย : พัฒนาแนวรับ ปรับแนวรุก บุกเอเซีย" จัดขึ้นที่ ธปท.สำนักงานภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ (1 มี.ค.) ว่า การพัฒนานโยบายทางการเงินภายใต้ความเสี่ยง 3 ประการ คือ เศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน การเติบโตของสินเชื่อเอกชน โดยเฉพาะหนี้สินภาคครัวเรือน และเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้า ประเด็นเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือน และเงินทุนไหลเข้าเป็นเรื่องที่ต้องดูประกอบกัน เพราะปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นบ่อเกิดของความเสี่ยงที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของไทยได้ เรื่องสินเชื่อภาคเอกชนเวลานี้ก็ติดตามอยู่ ทั้งการขยายตัวของสินเชื่อจากสถาบันการเงินและกลุ่มที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน จากที่ติดตามอยู่พบว่าขยายตัวค่อนข้างสูงจึงพยายามเข้าไปดูในรายละเอียดมากขึ้น
ส่วนสินเชื่อที่ให้กับภาคธุรกิจเท่าที่ดูก็เป็นไปตามวัฎจักรเศรษฐกิจของธุรกิจ จากการลงทุน การลงต่างประเทศ และการลงทุนเพื่อซ่อมเครื่องจักร สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังเติบโตในระดับปกติ ที่ขยายตัวมากคือสินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ใช้เพื่อบริโภคที่อยู่ในระดับค่อนสูง โดยสินเชื่อรถยนต์ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรถคันแรกของรัฐบาล
ขณะที่สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เข้าไปดูสินเชื่อภาคครัวเรือน ซึ่งก็พบว่าครัวเรือนที่มีรายได้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงยังไม่มีปัญหา แต่ที่น่าห่วง คือ ครัวเรือนที่มีรายได้ในระดับต่ำ เมื่อเข้าไปดูและเปรียบเทียบรายได้กับหนี้สินแล้วเข้าระดับที่น่าห่วง สิ่งที่ทำได้เบื้องต้น คือเตือนผู้บริหารสถานบันการเงิน และที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ในเรื่องการโฆษณากระตุ้นให้มีการเข้ามาขอสินเชื่อ โดยการลดแลกแจกแถม ให้รางวัลจูงใจ หรือไม่ต้องวางแผนการเงินก็สามารถขอสินเชื่อได้ ฯลฯ ส่วนใหญ่ได้รับความร่วมมือถอดโฆษณาออกแล้ว
นายประสาร กล่าวอีกว่า สำหรับระดับดอกเบี้ยมีส่วนหรือไม่ที่ทำให้สินเชื่อเติบโต เพราะถ้าดอกเบี้ยต่ำอาจกู้ง่าย ธปท.กำลังติดตามอยู่ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ราคาขึ้นอย่างมากเกิดขึ้นเพราะอะไร ในภาคอสังหาฯถือว่ามีความซับซ้อนบางครั้งขึ้นเพราะความต้องการที่อยู่อาศัยจริงๆ จากคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน หรือ คนไทยที่มีรายได้มากขึ้นก็ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อลงทุน เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงิน หรือซื้อเพื่อเก็งกำไรขายต่อในรูปแบบต่างๆ ธปท.กำลังเข้าติดตามอยู่ แต่เท่าที่สังเกตไม่ได้เกิดจากสาเหตเดียวกันกับปัญหาฟองสบู่แตกเมื่อ 15 - 16ปีก่อนที่มีการปล่อยสินเชื่อจำนวนมากเพื่อการซื้ออสังหาฯ
นอกจากนี้ อีกจุดที่เฝ้าติดตามร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คือ ภาวะการซื้อขายในตลากหุ้นที่ร้อนแรง ส่วนเรื่องเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ สาเหตุหลักเกิดจากเศรษฐกิจในต่างประเทศมีปัญหาและซบเซามาเป็นเวลานาน มีการดำเนินนโยบายแบบสุดโต่ง เจ้าของเงินจึงวิ่งหาการลงทุนในภูมิภาคที่ให้ผลตอบแทนดีจึงมีส่วนหนึ่งเข้ามาลงทุนในไทย เวลานี้ได้ติดตามและใช้เครื่องมือในการเฝ้าระวังเพื่อรักษาความสมดุล เช่น การให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นเป็นกลไกช่วยหยุดได้พอประมาณ และเปิดให้มีการนำเงินทุนไปลงทุนในต่างประเทศ ไม่ว่าธุรกิจไทย นักลงทุนไทยเพื่อช่วยรักษาสมดุล
"การเข้าไปแทรกแซงในระยะหลัง ธปท.พยายามทำน้อยลงปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะเหล่านี้ถ้าไปแล้วมีต้นทุน สำหรับการเข้าไปใช้มาตรการควบคุม ก็ดูอยู่ว่ามีความจำเป็นแค่ไหน ถ้าทำแบบเบาๆอาจไม่มีผลข้างเคียงมาก แต่ถ้าเข้าไปใช้มาตรการควบคุมมากไปอาจมีผลข้างเคียง จึงต้องดูให้รอบคอบ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นฟองสบู่ โดยเฉพาะในส่วนสินเชื่อส่วนบุคคล แต่จะค่อนไปทางการก่อภาระหนี้มากกว่า ส่วนการไปซื้อสินทรัพย์เวลานี้ยังไม่ปรากฎชัดเป็นการขอสินเชื่ออาจเป็นสาเหตุอื่นก็พยายามติดตาม เพราะอดีตที่ค่อนข้างเป็นห่วง คือการซื้อสินทรัพย์จนราคาขึ้นมากกว่ามูลฐานและถ้าเกิดเพราะการไปขอสินเชื่อก็ค่อนข้างจะอันตราย กลุ่มที่มีประสบการร์จนมีวิกฤต เช่น ประเทศไทยที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ลักษณ์สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจนเกิดฟองสบู่แตกจะไปโยงกับการขอสินเชื่อหรือปล่อยสินเชื่อจำนวนมากจนกระทบระบบสถาบันการเงิน แต่เท่าที่ติดตามในไทยยังไม่เห็นภาพเหล่านี้ ลักษณะการไปซื้อสินทรัพย์จำนวนมากจากการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่ไม่ได้ประมาทได้ส่งทีมไปดูล่วงหน้าเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว"ดร.ประสาร กล่าว
นายประสาร กล่าวอีกว่าทั้ง 3 ปัจจัย ยังไม่มีปัญหาจึงอยู่ในระดับที่อันตราย แต่เป็นการเกิดปรากฎการณ์ขึ้นเป็นจุดๆ ขณะนี้พยายามศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง ทั้งเรื่องเงินทุนไหลเข้า และสินเชื่อภาครัวเรือน โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.มีนโยบายหลักใช้เรื่องดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหา แต่ขณะนี้การวิเคราะห์นอกจากเงินเฟ้อคือดูเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งได้ทำงานร่วมกับกรรมการชุดอื่นด้วย เช่น กรรมการที่ดูสถาบันการเงิน เพราะเครื่องมือของ กนง. คือเรื่องดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน แต่กรรมการที่ดูแลสถาบันการเงินมีเครื่องมืออื่น เช่น กฎเกณฑ์กำกับก็ประสานงานกันอยู่ประเด็นที่กนง.ติดตามอยู่คือระดับดอกเบี้ย อย่าให้อยู่ในระดับต่ำเกินไปเพราะอาจเกิดผลข้างเคียง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะพยุงสถานการณ์ได้ เพราะบางเรื่องสามารถดูแลด้วยเครื่องมือของธปท.แต่บางเรื่องจะให้ดีต้องประสานกับหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงการคลัง เพราะถ้าใช้ประกอบกันจะได้ผลดีมากกว่า แต่สถากนารณ์เวลานี้ไม่เข้าขั้นร้ายแรง เวลานี้เป็นการพูดในเชิงมองไปข้างหน้า ในเชิงการระมัดระวังและรอบคอบมากกว่าบอกว่าจะเกิดปัญหาใหญ่






