วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาไลเซ่นส์ "ทีวีดิจิทัล"ทุนใหญ่-รัฐ-การเมืองฮุบช่อง

ถกไลเซ่นส์ "ทีวีดิจิทัล" ธุรกิจสื่อมูลค่า"ล้านล้านบาท" จับตา"ทุนใหญ่-ภาครัฐ-นักการเมืองยึดช่อง จี้ตั้งกรรมการอิสระศึกษาหลักเกณฑ์แจกช่อง

เมื่อวันที่ 27 ก.พ.56 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “Digital TV ขุมทรัพย์แสนล้าน ใครได้?” เพื่อเปิดเวทีสาธารณะแสดงความคิดเห็นต่อการจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) และการออกใบอนุญาตใหม่รวม 48 ช่องในปีนี้ ประกอบด้วยช่องบริการสาธารณะ 12 ช่อง ช่องบริการชุมชน 12 ช่อง และช่องบริการธุรกิจ 24 ช่อง ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่และออกอนุญาตทีวีดิจิทัล 48 ช่อง ของ กสทช. ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง "ภูมิทัศน์สื่อ" (Media Landscape) อย่างมหาศาล จากระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัลที่ทำให้มีจำนวนช่องฟรีทีวีดิจิทัล ภาคพื้นดินเพิ่มเป็น 48 ช่อง และการเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นใบอนุญาต 15 ปี

เม็ดเงินที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อทีวีและโฆษณา อาจจะมีมูลค่าเป็น "แสนล้านบาท" ในการดำเนินกิจการใหม่ที่มีจำนวนช่องเพิ่มขึ้น ซึ่งความสำคัญของทีวีดิจิทัลไม่ใช่แค่เม็ดเงินเท่านั้น แต่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมจากการมีช่องทางในการเผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งหากการจัดสรรคลื่นความถี่ ไม่มีการวางกรอบหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการให้ใบอนุญาต โดยเฉพาะช่องบริการสาธารณะ ซึ่งมีรูปแบบการให้ใบอนุญาตแบบบิวตี้ คอนเทนท์ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จึงต้องการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และภาคสังคม เพื่อร่วมกันศึกษาว่าหน่วยงานภาครัฐใด มีความจำเป็นในการใช้คลื่นความถี่ และควรได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล สาธารณะ

"หากคลื่นความถี่สาธารณะ ทีวีดิจิทัล ตกอยู่ในมือผู้ที่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง หรือใช้เป็นเครื่องมือครอบงำทางความคิด จะส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นมูลค่านับหลายแสนล้านเช่นกัน" รศ.เสาวณีย์ ล่าว

ทีวีดิจิทัลดันอุตฯ สื่อ "ล้านล้าน"
นายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ ที่ปรึกษา นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หากพิจารณางบโฆษณาสื่อฟรีทีวีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาทต่อปี การจัดสรรคลื่นฟรีทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจอีก 24 ช่อง ซึ่งมีใบอนุญาต 15 ปี มูลค่าของอุตสาหกรรมสื่อที่เกี่ยวข้องและเม็ดเงินโฆษณาน่าจะใกล้เคียง "ล้านล้านบาท"

ปัจจุบัน บอร์ดกระจายเสียง หรือ กสท. 5 คน ซึ่งมีความเห็นแตกต่างหลากหลายในการกำหนดกรอบการให้ใบอนุญาต ทั้งกลุ่มทีวีดิจิทัลธุรกิจ สาธารณะ และ ชุมชน สำหรับช่องบริการธุรกิจ 24ช่อง กฎหมายกำหนดให้มีการการประมูลคลื่นความถี่ ดังนั้น กสท. มีหน้าที่ในการออกแบบหลักเกณฑ์การประมูลอย่างรอบคอบ หลักเกณฑ์ที่มีความสำคัญในการออกใบอนุญาตจะต้องนำไปสู่กระบวนการประชาพิจารณ์ ตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.กสทช. ปี 2553 ด้วย เช่น การกำหนดเพดานการถือครองช่องรายการของผู้ประกอบการ 1 ราย ซึ่งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ของ กสท. ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขัน เสนอให้ผู้ประกอบการ 1 ราย ประมูลได้ 2 ช่อง (cap2) พร้อมเงื่อนไขห้ามประมูลช่องข่าวและวาไรตี้คู่กัน ส่วนคณะอนุกรรมการ DSO เสนอแนวทางผู้ประกอบการ 1 ราย ประมูลได้ 3 ช่อง (cap3) ครบทุกประเภททั้งช่องเด็ก ข่าว และ วาไรตี้

การกำหนดให้ประมูลช่องธุรกิจแบบแคป 2 จะทำให้มีผู้ประกอบการ 19 ราย ส่วนแคป 3 จะมีผู้ประกอบการ 14 ราย ภายใต้การศึกษาของคณะอนุฯ แข่งขัน เห็นว่าการเปลี่ยนสู่คลื่นความถี่ดิจิทัล ควรเพิ่มผู้ประกอบการใหม่มากที่สุด เพื่อกระจายการถือครองคลื่นฯ ให้อยู่ในมือผู้ประกอบการหลายราย ไม่ให้เกิดการครอบงำทางความคิด เพราะคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ เป็น "สื่อ" ที่ส่งผลต่อมุมมองความคิดของสังคม ต่างจากคลื่นความถี่โทรคมนาคมที่มองเรื่องความคุ้มค่าและมูลค่าเป็นหลัก

"ฟรีทีวีดิจิทัล เป็นสื่อที่สามารถขับเคลื่อนความคิดของคนในประเทศได้ เพื่อเป็นสื่อสาธารณะ ที่ถูกกำหนดให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนทุกระดับ" นายวิษณุ กล่าว

สื่อสาธารณะเสี่ยงคอร์รัปชันงบรัฐ
นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การจัดสรรและให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะต้องตอบโจทย์การเพิ่มจำนวนผู้ถือครองคลื่นให้มีความหลากหลายต่างจากอดีต ซึ่งขณะนี้แนวทางการออกหลักเกณฑ์ในการประมูลและให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ทั้ง 3 ประเภท คือ สาธารณะ ธุรกิจ และ ชุมชน ยังไม่ชัดเจน โดยกลุ่มนักวิชาการมีความกังวลต่อกลไกการออกแบบของ กสท. เนื่องจากทีวีดิจิทัล เป็นสื่อที่ส่งผลต่อความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะการให้บริการในอนาคตผ่านรูปแบบ โมบายทีวี ที่เข้าถึงตัวประชาชนโดยตรงผ่านอุปกรณ์มือถือ อาจทำให้เกิดการครอบงำทางความคิดได้ หากคอนเทนท์ไม่มีความหลากหลายและเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน

ปัจจุบันมีผู้สนใจใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จำนวนมาก และทุกประเภทสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการครอบงำจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยประเภทบริการสาธารณะ ซึ่งกฎหมายกำหนดคุณสมบัติผู้ขอใบอนุญาตให้อยู่ในหน่วยงานภาครัฐ กระทรวง ทบวง กรม สมาคม มูลนิธิ สถาบันการศึกษาต่างๆ นั้น กสท.ยังจำเป็นต้องออกหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ใบอนุญาตตามความ "จำเป็น" ของหน่วยการที่ต้องการใช้คลื่นฯ เพราะอาจเป็นช่องทางให้หน่วยงานรัฐ หรือกระทรวงต่างๆ ใช่เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ และช่องทางคอร์รัปชันการใช้งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ข่าวสารของหน่วยงานภาครัฐได้

จากตัวเลขการใช้งบโฆษณาของนีลเส็น ประเทศไทย รายงานว่าในปี 2555 หน่วยงานภาครัฐและบริการสาธารณะใช้งบโฆษณาผ่านสื่อรวม 7,020 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้

นายมานะ กล่าวอีกว่า ขณะที่ช่องรายการประเภทธุรกิจ ได้รับความสนใจเข้าประมูลจากกลุ่มทุนกิจการบรอดแคสติ้งรายเดิมไม่ว่าจะเป็นช่อง 3 ช่อง 7 และ บมจ.อสมท ซึ่งเป็นผู้ครอบครองเค้กโฆษณาทีวีสัดส่วน 90% อีกทั้งต้องจับตาว่าหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของสัมปทานคลื่นความถี่อนาล็อกในปัจจุบัน จะใช้ "นอมินี" เข้ามาร่วมประมูลช่องธุรกิจหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนสื่อสารโทรคมนาคม ที่มีทุนมหาศาลในการเข้าแข่งขันประมูลทีวีดิจิทัลด้วย ขณะที่กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลด้วยเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ช่องทีวีดิจิทัลธุรกิจอยู่ในกลุ่มทุนใหญ่ ทั้งฝั่งบรอดแคสต์เดิมและทุนโทรคมฯ ไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการระดับกลาง ที่มีศักยภาพในการผลิตคอนเทนท์

เช่นเดียวกับช่องบริการชุมชน ที่ได้รับความสนใจจาก "นักการเมืองท้องถิ่น" ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง เห็นตัวอย่างได้จากวิทยุชุมชนกว่า 7,000 สถานีในปัจจุบัน

"การออกแบบให้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัล เป็นโจทย์ใหญ่ ที่ กสทช. จะต้องระวัง ในการออกหลักเกณฑ์การเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ โดยคำนึงถึงแนวทางการปฏิรูปสื่อ มุ่งกระจายความเป็นเจ้าของ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศักยภาพทั้งรายใหญ่ กลาง และเล็กได้ใช้พื้นที่อย่างเท่าเทียม" นายมานะ กล่าว

ชี้ออกไลเซ่นส์ตอบโจทย์ปฏิรูปสื่อ
นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น กล่าวว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ "ทีวีดิจิทัล" ของ กสทช. มีที่มาจากแนวทางการปฏิรูปสื่อตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการให้มีการเรียกคืนคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ที่อยู่ในมือหน่วยงานภาครัฐ และระบบสัมปทานที่ผู้ประกอบการการเพียงไม่กี่รายที่ได้ประโยชน์ นำไปสู่กระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ภายใต้ระบบใบอนุญาตที่มีระยะเวลาประกอบกิจการ และเพิ่มจำนวนผู้เล่นที่หลากหลาย

ในช่องบริการสาธารณะ ที่กำหนดคุณสมบัติให้หน่วยงานรัฐ เป็นผู้ได้สิทธิในการขอใบอนุญาต แต่ กสท.จะต้องมีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างเหมาะสมตามความจำเป็นของหน่วยงานที่ต้องใช้คลื่นความถี่ เพราะสุ่มเสี่ยงที่หน่วยงานรัฐจะใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ กสท.จะต้องเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาสังคมได้มีโอกาสได้ร่วมเสนอหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาตสื่อสาธารณะ

"แม้ กสทช. จะเป็นองค์กรอิสระ แต่ไม่ควรเป็นอิสระจากสังคม และควรรับฟังความเห็นจากสังคม เพราะการจัดสรรทีวีดิจิทัล เป็นเรื่องที่มีประวัติศาสตร์ และจะเกิดขึ้นภายใต้การจัดสรรความถี่ใหม่ของ กสทช. ชุดแรก ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อไปอย่างสิ้นเชิง" นายเทพชัย กล่าว