วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่งออกเดือนม.ค.โต16%ขาดดุล5.4$พันล.

พาณิชย์เผยตัวเลขส่งออกเดือนม.ค.56 โต 16% ขาดดุลการค้า 5.4 พันล้านดอลลาร์ เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกม.ค. 2556 มูลค่า 18,269 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.09% นำเข้ามูลค่า 23,755.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 40.87% ทำให้ม.ค.ขาดดุลการค้า 5,486.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม หากนำสินค้าเครื่องบินที่มีมูลค่านำเข้าถึง 600ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าทองคำที่มีมูลค่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะทำให้มูลค่าการขาดดุลการค้าเหลืออยู่เพียง 2,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทุนและวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตสินค้า ทำให้ภาพรวมการนำเข้าสินค้าจนทำให้ขาดดุลการค้าจำนวนมากนั้นไม่น่าเป็นห่วงเพราะถือเป็นการนำเข้าเพื่อการส่งออกในอนาคต

ทั้งนี้ การส่งออกในเดือนม.ค.ที่ขยายตัวได้ดีและมีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับเดือนม.ค.ปีที่ผ่านๆมา ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการส่งออกเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ และคาดว่าไตรมาส 1 ปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทำให้กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าการส่งออกเฉลี่ยทั้งปี 2556 จะเป็นไปตามเป้าหมาย คือขยายตัว 8-9% มูลค่า 247,000-250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

"เรื่องค่าเงินบาทก็มีส่วนทำให้การนำเข้าสูงขึ้น เพราะเอกชนเห็นว่านำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบช่วงนี้จะเป็นโอกาสที่ดี แต่เชื่อว่าจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และทำให้การส่งออกปีนี้สดใส ส่วนการนำเข้าเดือนม.ค.มีการนำเข้าแบบไม่ปกติคือมีเครื่องบินและทองคำเข้ามาถ้าตัดสองรายการนี้ไปก็จะทำให้การขาดดุลลดลงเกือบครึ่ง"นางวัชรี กล่าว

สำหรับตลาดส่งออกที่สำคัญพบว่าตลาดหลักขยายตัว 15.5% โดยญี่ปุ่น ขยายตัว 7.3% สหรัฐ 16.7% สภาพยุโรปเดิม 15 ประเทศ 24.5% ตลาดศักยภาพสูง ขยายตัว 22.2% โดยอาเซียน(9) 18% จีน 19.4% เอเชียใต้ 7.9% เฉพาะอินเดียขยายตัว 5.9% ฮ่องกง 74.1% เกาหลีใต้ 24.7% ส่วนตลาดอื่นๆ ภาพรวมลดลง 73.4% โดยสวิสเซอร์แลนด์ลดลง 88.5%

นางวัชรี กล่าวถึง สินค้าส่งออกที่สำคัญ หมวดสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร เพิ่มขึ้น 7.2% โดยสินค้าข้าวเพิ่มขึ้น 31.3% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 26.5% อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 17.1% ขณะที่สินค้ายางพาราลดลง 2.7% น้ำตาลลดลง 36.6%

หมาวดสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ เพิ่มขึ้น 20.9% โดยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 20.8% เครื่องใช้ไฟฟ้า 20.5% ยานยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ 40.3% เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก 22.8% สิ่งทอ 12.8% วัสดุก่อสร้าง 103% ขณะที่สินค้าส่งออกลดลง ได้แก่อัญมณ๊และเครื่องประดับลดลง 53.1% แยกเป็นทองคำยังไม่ขึ้นรูป ลดลง 94.9% อัญมณี-ทองคำ เพิ่มขึ้น 15.3%

นางวัชรี กล่าวถึง การนำเข้าเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้าได้แก่ หมวดเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 61% มูลค่า 3,993.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น น้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 42.4% มูลค่า 2,744.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ น้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 135.1% มูลค่า 384.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียม เพิ่มขึ้น 190.6% มูลค่า 652.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หมวดสินค้าทุน เพิ่มขึ้น 36.4% แบ่งเป็น เครื่องจักร 18.7% เครื่องจักรไฟฟ้า 27.5% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ 35.8% หมวดวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 37.4% แบ่งเป็น เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่ง และทองคำ เพิ่มขึ้น 112% มูลค่า 3,042 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะ ทองคำเพิ่มขึ้น 132.9% มูลค่า 2,709 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ก.ย. 2554 ที่ผ่านมา มีมูลค่านำเข้าอยู่ที่ 3,126 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 13.9% เคมีภัณฑ์ 23.1% หมวดอุปโภคบริโภค เพิ่มขึ้น 22.7% แบ่งเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 6.5% ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม 23.7% หมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง เพิ่มขึ้น 70.3% แบ่งเป็น ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์เพิ่มขึ้น 76.4% รถยนต์นั่ง 48.9% รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เพิ่มขึ้น 32% หมวดอาวุธ ยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น 87.8%

สำหรับสาเหตุการนำเข้าสูงขึ้น เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันเชื่อเพลิง เพราะมีการขยายตัวของภาคการขนส่ง การผลิตและการส่งออก ส่วนการนำเข้าเครื่องจักรเพราะต้นปีเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการสับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่และมีเงินบาทที่แข็งค่าเป็นเป็นสิ่งจูงใจ ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อใช้ในการผลิตและส่งออก

นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ผักและผลไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในเทศกาลตรุษจีน ส่วนการนำเข้ารถยนต์ส่วนประกอบและอุปกรณ์เป็นการนำเข้าเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศ