วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงศรีโชว์ทริกเกอร์4%เข้าเป้าใน1เดือน

บลจ.กรุงศรี บริหารกองทุน KFEQ4P4 -1 เข้าเป้า 4% ครั้งที่ 1 เตรียมจ่ายผลตอบแทน 0.40 บาทต่อหน่วย

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรี จำกัดเปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการบริหารกองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้ 4%พลัส4%ทริกเกอร์1 (KFEQ4P4-1) และเตรียมจ่ายผลตอบแทนส่วนเพิ่มครั้งที่ 1 ในอัตรา 0.40 บาทต่อหน่วย เนื่องจากในวันที่ 19 ก.พ. 56 กองทุน KFEQ4P4-1 มีมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.40 บาทต่อหน่วย หรือสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 4% ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน ทั้งนี้ บริษัทฯจะนำเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดกรุงศรีตราสารเงิน (KFCASH) ในวันที่ 26 ก.พ. 56 และผู้ลงทุนสามารถดำเนินการขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุน KFCASH ไปยังกองทุนอื่นได้ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 56 เป็นต้นไป

"กองทุนเปิดกรุงศรีอิควิตี้ 4%พลัส4%ทริกเกอร์1 (KFEQ4P4-1) อายุโครงการประมาณ 8 เดือนมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีผลประกอบการดีในระยะกลางถึงยาว กองทุน KFEQ4P4-1 ตั้งเป้าจ่ายผลตอบแทนเมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นรวมกันประมาณ 8% และมีจุดเด่นที่ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนเร็วขึ้นจากการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อหน่วยลงทุนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4% หรือเท่ากับ 10.40 บาท และครั้งที่ 2 อีก 4% เมื่อกองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.93 บาท โดยบริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนโดยอัตโนมัติ"


นายฉัตรพี กล่าวเสริมว่า บริษัทมีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย แม้ในระยะสั้นอาจจะมีความผันผวนอยู่บ้าง โดยดัชนีอาจมีการเหวี่ยงตัวในระดับ 350 จุดบวกลบ แต่ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง1 – 2 ปีและมีโอกาสที่จะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีก เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยหลายประการ ทั้งในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท ที่มีส่วนช่วยดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงเติบโต การเติบโตกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะอยู่ที่ 17% และราคา PE ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับตลาดในภูมิภาค อีกทั้ง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับต่ำ