บางครั้งการมาทีหลังก็ไม่ได้เป็นข้อเสียเปรียบเสมอไป
หากผู้ตามคนนั้นตระหนักและมองหาที่ยืนของตัวเองไว้ชัด นอกจากจะช่วยให้หนีห่างออกจากกระแสการแข่งขันที่เชียวกราก (Red Ocean) แล้วยังเป็นการพาตัวเองออกไปแหวกว่ายในน่านน้ำสีฟ้า (Blue Ocean) ที่ปราศจากการแข่งขัน หรือ แวดล้อมด้วยบรรยากาศการฟาดฟันที่รุนแรงน้อยกว่า
การแข่งขันในแวดวงการศึกษาในไทยแหวกว่ายอยู่ในทะเลสีแดงกันมาพักใหญ่ๆ โดยเฉพาะ Business School ในไทยที่ต่างช่วงชิงจังหวะ และหันมามุ่งเน้นสร้าง "คุณค่า" ให้กับหลักสูตรและสถาบันฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ผู้เรียนเป็นรายสาขามากขึ้น (Segmentation) การพัฒนากรอบความร่วมมือกับพันธมิตรซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ ฯลฯ เพื่อสร้างการรับรู้ทั้งกับ "ผู้เรียน" และ "ธุรกิจ" ที่ต้องการบุคลากรเก่งๆ มาเสริมทีม
GMI (Graduate School of Management and Innovation) หรือ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ของการเรียนการสอน แต่ในเวที Business School ในไทยแล้วถือว่าเป็นน้องใหม่ที่ผ่านการตั้งไข่มาเท่านั้น ซึ่ง ผศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เข้าใจและตระหนักในบริบทนี้ พร้อมกับวางตำแหน่งให้ GMI แตกต่างจาก Business School อื่นๆ
"เราเลือกที่จะแตกต่าง ด้วยการใช้จุดแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ มจธ. มาต่อยอดด้วยการบริหารจัดการ และเท่าที่เช็คจากหลักสูตรที่เปิดสอนกันอยู่วันนี้ เราแทบไม่เห็นคู่ชก"
ยุทธศาสตร์สร้างความต่าง ที่เปรียบเป็นหัวใจของการขับเคลื่อน GMI แบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องหลักๆ คือ
Relevant การผลิตบัณฑิตต้อง "แตกต่าง" แต่เป็นที่ "ต้องการ" ของภาคธุรกิจ
Excellent ความสามารถในการเก็บข้อมูล การสังเคราะห์ข้อมูล แล้วคิดต่อยอดออกมาเป็นนวัตกรรมสินค้าและบริการ
การสร้าง Innovator ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Technical Skill) ในขณะเดียวกันก็รู้ลึกเกี่ยวกับทักษะการบริหารคน (Human Skill) ไปพร้อมกัน ผศ.ดร.พาสิทธิ์ บอกนี่จะเป็นแนวทางที่ GMI โฟกัสมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องถึงอนาคต ผ่านกลไกที่ว่าด้วย "หลักสูตร" และ "การเรียนการสอน"
"หลักสูตรแตกต่าง" ด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกคนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาและในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทำให้การพัฒนาหลักสูตรในแต่ละครั้ง GMI มุ่งเน้นการผสานองค์ความรู้ที่นำไปใช้จริงกับภาคธุรกิจ ประกอบด้วย PJM : Project Management การบริหารโครงการ FEM : Financial Engineering Management การจัดการด้านวิศวกรรมการเงิน LGM : Logistics Management การจัดการโลจิสติกส์ EPM : Entrepreneurship Management การจัดการสำหรับการเป็นผู้ประกอบการ TBM : Telecommunication & Broadcasting Management การจัดการธุรกิจโทรคมนาคมและบรอดคาสติ้ง OGM : Organization Management การบริหารจัดการองค์กร TIM : Technology & Innovation Management การจัดการโทรโนโลยีและนวัตกรรม
หลักสูตรการบริหารโครงการ และโลจิสติกส์ เป็นสองหลักสูตรที่ คณบดี GMI ย้ำว่าทำให้เราแตกต่างจาก Business School อื่นๆ
"การบริหารโครงการ เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่เราเปิดสอนแห่งเดียวในไทย ซึ่งเป็นทักษะที่ส่วนใหญ่ยังมองไม่ออกว่าเรียนไปเพื่ออะไร แต่แท้จริงแล้วในองค์กรต่างประเทศ หรือแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ของไทยก็เริ่มเข้าใจ และกำลังมองหาคนที่มีทักษะทางด้านบริหารโครงการ บางแห่งมีการจัดตั้งเป็นหน่วยธุรกิจขึ้นมาโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น บางองค์กรทำ Balance Scorecard รู้ว่าเป้าหมายต้องการอย่างไร แต่ระหว่างทางที่จะเดินไปสู่เป้าหมายจำเป็นต้องใช้คนที่มีทักษะด้านบริหารโครงการมาทำ หรือ แม้แต่หลักสูตรด้านโลจิสติกส์เองเราก็เปิดสอนเป็นรายแรกๆ เช่นกัน เพื่อสอดรับกับกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"
นอกจากหลักสูตรที่มุ่งเน้นผลิตคนที่ครบเครื่องทักษะด้านเทคโนโลยี และบริหารคนแล้ว ผศ.ดร.พาสิทธิ์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วย "ผู้สอน" และ "บรรยากาศ" ที่เอื้อต่อการเรียนรู้
"ผู้สอน" มีทั้งอาจารย์ประจำ และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงมาร่วมกันถ่ายทอดดประสบการณ์และความรู้
ส่วน "บรรยากาศ" เน้นสอนแบบ Project Base พร้อมจำกัดผู้เรียนไว้ไม่เกิน 40 คนต่อห้อง
"อาจารย์ผู้สอนด้านการบริหารจัดการของ GMI เกือบทั้งหมดมีพื้นฐานความรู้ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ทำให้การถ่ายทอดความรู้ทำได้อย่างเข้มข้น และนักศึกษา พร้อมกับให้คำปรึกษาได้ว่าจุดไหนที่นักศึกษาควรฝึกฝนและพัฒนา"
สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับมุ่งเน้นที่ 3 ปัจจัยหลักทั้งองค์ความรู้ (Knowledge) ทักษะความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ (Skill) และทัศนคติที่ดี (Attitude) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ GMI ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะผลิตคนมีคุณภาพออกสู่สังคม
หนึ่งทศวรรษของการเรียนการสอน GMI ผลิตบัณฑิตไปแล้ว 1.5 พันคน ซึ่งเป็นผลผลิตภายใต้กรอบการพัฒนา "Science&Technology" + "Management"
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ การจะโลดแล่นอยู่ในน่านน้ำสีฟ้า (ต่อไป) GMI คงต้องอาศัยหลายองค์ประกอบเข้าช่วยเพื่อการก้าวข้ามสภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่รวดเร็วและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา









