"พรายพล"จี้รัฐบาลเร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจค ดันจีดีพีโตต่อเนื่อง ฝ่าวิกฤติศก.โลก พร้อมอุดช่องทุจริต แนะธปท.แทรกแซงค่าเงิน
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในรายการเจาะข่าวเช้านี้ (ช่วงวิเคราะห์เจาะลึก) เอฟเอ็ม101.5เมกะเฮริทซ์ กรณีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยว่ามีหลายเรื่อง เริ่มที่จีดีพีซึ่งตอนนี้เดินมาดีพอควร ข้อมูลปี 2555 จีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 6.4 สูงขึ้นจากปี 2554 ที่ตกต่ำพอจากเหตุน้ำท่วมเเละภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ฉะนั้นจีดีพีเเทบจะไม่เติบโต หากเป็นภาวะปกติจีดีพีจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ10 จีดีพีปีที่เเล้วจึงเติบโตเเท้จริงเพียงร้อยละ 3 ที่มาจากการใช้จ่ายของภาคเอกชน
ส่วนภาครัฐก็ใช้จ่ายมากพอควรในการชดเชยสิ่งต่างๆ จึงผลักดันจีดีพีให้เติบโตตามที่ตนระบุ ส่วนจะเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น มีสิ่งที่น่าห่วงคือนโยบายบางอย่างของรัฐบาลมีข้อบกพร่อง เช่นนโยบายการคลัง เพราะรัฐบาลใช้จ่ายมากเเละบางส่วนขาดดุลงบประมาณเเละยังขาดวินัยทางการเงินการคลังที่นำไปสู่การทุจริต เช่นการจำนำข้าว รวมทั้งยังนำไปสู่หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น
นายพรายพลกล่าวว่า ตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 40 ของจีดีพี ตั้งเเต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันมีการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายทุกปี โดยหนี้ที่สะสมขนาดใหญ่หากเทียบกับภาคเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลจะชำระหนี้ได้ก็ต้องมาจากการเก็บภาษีที่มากขึ้น ตอนนี้เห็นว่าการจัดทำงบประมาณต้องทำให้ดีขึ้นคือ ขาดดุลน้อยลงเพื่อไปสู่จุดสมดุลเเต่ไม่รู้ว่าใช้เวลากี่ปี เเละงบของรัฐบาลในการลงทุนก่อสร้างมีเปอร์เซ็นต์น้อย เพราะโดยหลักเกณฑ์นั้นงบด้านนี้อยู่ที่ร้อยละ 25 ต่อปี ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 10
ส่วนกรณีที่รัฐบาลตั้งงบเงินกู้ 3.5 เเสนล้านบาทในการจัดการระบบน้ำนั้นตอนนี้ใช้ไป1หมื่นกว่าล้านบาท เท่ากับว่ายังไม่มีการกู้เงินนี้มาใช้ เเต่รัฐบาลขาดดุลตรงนี้ไปเเล้ว เเละงบระบบขนส่ง 2 ล้านล้านบาทนั้น โดยต้องลงทุนสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์เเละยั่งยืนเเต่ตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น
นายพรายพลกล่าวว่า ส่วนเสถียรภาพทางราคานั้นไม่เป็นปัญหาในช่วง 2-3 ปี เงินเฟ้อที่เป็นดัชนีผู้บริโภคเติบโตปีละร้อยละ 3 ซึ่งเป็นอัตราปกติ เเม้ประชาชนรู้สึกว่าราคาสินค้าเช่น อาหารเเพงขึ้นก็ตาม เเละธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็เตือนไว้เพราะราคาน้ำมันจะมีราคาสูงขึ้นในปีนี้ ส่วนเสถียรภาพทางการเงินหลังจากที่กนง.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ร้อยละ 2.75 โดยอ้างเหตุผลว่า อัตรานี้ต่ำอยู่เเล้วเเละเศรษฐกิจไทยจริงๆเเล้วนั้น เริ่มขยายตัวดีเเละไม่จำเป็นต้องกระตุ้น หากลดดอกเบี้ยจะกดดันกับการใช้จ่ายเเละนำไปสู่ภาะฟองสบู่
"ในตอนนี้ที่เห็นจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีอาการที่จะเเพงขึ้น ตรงนี้มีผลกับเศรษฐกิจมหภาค เเม้รมว.คลังจะมีหนังสือต่อประธานบอร์ดธปท.ให้ลดอัตราดอกเบี้ย เพราะไทยมีดอกเบี้ยสูงกว่าต่างประเทศ ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามามากในระยะสั้นที่จะมาหากำไรกับส่วนต่างของดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินบาทตอนนี้เเข็งค่าเเละมีผลกับการส่งออกที่อาจเเย่ลงต่อเนื่องจากเหตุน้ำท่วม"
ส่วนข้อเเนะนำด้านนโยบายการเงินการคลังในภาพรวมนั้นนายพรายพล กล่าวว่า ตนเสนอไว้ว่ารัฐบาลต้องระวังขึ้น หากจำเป็นต้องลงทุนก็กระทำได้ เเต่ต้องระวังจุดรั่วไหลที่ตนระบุไว้ข้างต้น เเละควรระวังเงินเฟ้อ อีกทั้งธปท.ต้องเเทรกเเซงเงินต่างประเทศที่ไหลเข้ามา เพื่อไม่ให้เงินบาทเเข็งตัวเร็วกว่าที่เป็นเเละหากบางครั้งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่จำเป็นก็ต้องทำ โดยควรอยู่ในทิศทางที่น่าจะเป็นก็เพียงพอ









