รัฐบาลสหรัฐเห็นชอบข้อเสนอ 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ ของ"ซีนุก" ในการเข้าซื้อกิจการของบริษัทน้ำมัน"เน็กเซน" ของแคนาดา
เมื่อเดือนธ.ค. รัฐบาลแคนาดาได้อนุมัติข้อเสนอนี้ไปแล้ว หลังมีการพิจารณาหลักเกณฑ์การลงทุนจากต่างประเทศและนโยบายเกี่ยวกับบริษัทรัฐวิสาหกิจอย่างละเอียด เช่นเดียวกับอังกฤษที่ได้อนุมัติข้อเสนอดังกล่าวไปแล้วด้วย
การควบรวมกิจการครั้งนี้ ต้องได้รับการเห็นชอบจากสหรัฐและอังกฤษ เนื่องจากเน็กเซนมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญในอ่าวเม็กซิโกและทะเลเหนือ ทั้งนี้ บริษัทเน็กเซน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองคัลการี แคว้นอัลเบอร์ตาของแคนาดา คาดว่า บริษัทซีนุกจะสามารถบรรลุการซื้อขายที่ว่านี้ได้ภายใน 25 ก.พ.นี้
การเห็นชอบของคณะกรรมาธิการด้านการลงทุนจากต่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (ซีเอฟไอยูเอส) เกิดขึ้นหลังจากทั้งสองบริษัทได้ตกลงที่จะยื่นใบสมัครอีกครั้ง ทั้งนี้ ซีเอฟไอยูเอส คือ กลุ่มสหสถาบันในกรุงวอชิงตันที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญๆในสหรัฐ
การเห็นชอบข้อเสนอควบรวมกิจการครั้งนี้ ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับซีนุก ซึ่งเคยพยายามเข้าไปลงทุนในตลาดพลังงานของสหรัฐในช่วง 5 ปีหลังสุด โดยการขอซื้อกิจการของบริษัท”ยูโนแคล คอร์ป” แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับล้มเหลวจากเสียงคัดค้านของนักการเมืองในสภาคองเกรสของสหรัฐ และในท้ายที่สุดบริษัท”เชฟรอน คอร์ป”ก็ได้ยูโนแคลไปครอง
ซีนุกเริ่มรุกตลาดอเมริกาเหนืออีกรอบในช่วงปีหลังๆ แต่ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่บริษัทของแคนาดา ในปี 2554 ซีนุกตัดสินใจซื้อกิจการของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันที่มีหนี้ท่วมอย่าง “ออพติ แคนาดา” ถือเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้เห็นจากบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนรายนี้ในการเทคโอเวอร์บริษัทพลังงานจากอเมริกาเหนือแบบสมบูรณ์ 100%
เมื่อปีที่ผ่านมา ซีนุกก้าวไปอีกขั้นด้วยการยื่นซื้อกิจการของบริษัทที่ใหญ่กว่า มีความมั่นคงทางการเงินมากกว่า อย่างเน็กเซน ซึ่งมีปิโตรเลียมอยู่ทั่วโลก หรือถ้ามองในมุมยุทธศาสตร์ทางการเมือง ก็คือ ซีนุกของจีนต้องการครอบครองทรัพยากรในอ่าวเม็กซิโก
บริษัทของจีนหลายแห่งประสบความสำเร็จมากขึ้นในการเข้าไปมีบทบาทในภูมิศาสตร์ทางการเมืองและกฎระเบียบของสหรัฐ
ข้อมูลของ "ดีลโลจิค" ระบุว่า บริษัทจีนหลายแห่ง ทุ่มเงินกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในข้อเสนอเพื่อควบรวมกิจการหรือซื้อหุ้นบางส่วนในบริษัทสหรัฐรวมกันถึง 46 ข้อเสนอ ซึ่งสูงกว่าการเข้าซื้อกิจการของบริษัทจีนในช่วงตั้งแต่ปี 2552- 2554 รวมกัน โดยรวมถึงการซื้อกิจการธุรกิจโรงภาพยนตร์ในเครือเอเอ็มซี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โฮลดิ้งส์ ของบริษัทหวังต้ากรุ๊ปในราคา 700 ล้านดอลลาร์









