สุกี้เอ็มเคขายไอพีโอ185.85ล้านหุ้น

สุกี้เอ็มเคขายไอพีโอ185.85ล้านหุ้น

"เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป" เล็งขายหุ้นไอพีโอ 185.85 ล้านหุ้น หวังนำเงินสร้างโรงงานครัวกลางแห่งใหม่-สำนักงานแห่งใหม่ และขยายสาขา

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ได้รับแบบแสดงข้อมูล (ไฟลิ่ง) ของบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชน (IPO) 185.85 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท เพื่อนำเงินใช้ก่อสร้างโรงงานครัวกลาง บางนาแห่งใหม่ ใช้เงิน 850 ล้านบาท ภายในปีนี้ ใช้ขยายสาขาภายในปีนี้ ชำระเงินกู้ยืมเพื่อก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ 320 ล้านบาท จะดำเนินการภายในไตรมาส 2 ปีนี้ และที่เหลือใช้เป็นเงินสำรอง เพื่อขยายสาขาในอนาคตภายในปี 2559 โดยบริษัทมีความประสงค์จะนำหุ้นสามัญทั้งหมดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นอกเหนือจากการเพิ่มทุนขายไอพีโอ 185.85 ล้านหุ้นแล้ว บริษัทยังได้เพิ่มทุน 20 ล้านหุ้น เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่ออกและเสนอขายให้แก่ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจหลักคือ ร้านอาหารประเภทสุกียากี้ ภายใต้เครื่องหมายการค้า "เอ็ม เค" นอกจากนี้ยังดำเนินกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า "ยาโยอิ", "ฮากาดะ" และ "เท็นจิน", ร้านอาหารไทยภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า "ณ สยาม" และ "เลอ สยาม" ร้านกาแฟ/เบเกอรี่ ภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า "เลอ เพอทิท" รวมถึงการดำเนินธุรกิจสถาบันฝึกอบรมอาชีพเพื่อฝึกอบรมพนักงานในเครือบริษัทฯทั้งหมด

โครงสร้างของบริษัทและบริษัทย่อย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555 บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป ถือหุ้น 100% ในบริษัท เอ็ม เค อินเตอร์ฟู้ด (MKI) ถือหุ้น 100% ในบริษัท เอ็มเค เซอร์วิส เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (MKST) ถือหุ้น 50% ในบริษัท พลีนัส แอนด์ เอ็ม เค พีทีอี ลิมิเท็ด และถือหุ้น 12% ในบริษัท พลีนัส เอ็ม เค ลิมิเท็ด

ผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 9 เดือนแรกของปี 2555 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการจากธุรกิจร้านอาหารสุกี้ 8,381 ล้านบาท กำไรเบ็ดเสร็จ 1,613 ล้านบาท และ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555 มีสินทรัพย์รวม 4,454 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 1,436 ล้านบาท เงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 950 ล้านบาท ณ วันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา บริษัทมีทุนจดทะเบียน 925.85 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 925.85 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท เป็นทุนชำระแล้ว 720 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 720 ล้านหุ้น หลังขายไอพีโอครั้งนี้ จะมีทุนชำระแล้วเพิ่มเป็น 905.85 ล้านบาท แบ่งเป็น 905.85 ล้านหุ้น

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 อันดับแรกของบริษัท ณ วันที่ 27 ก.ย. 2555 คือ กลุ่มนายฤทธิ์ ธีระโกเมน ถือหุ้น 338,598,035 หุ้นหรือคิดเป็น 47% หลังขายไอพีโอ จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 37.4% นายสมชาย หาญจิตต์เกษม ถือหุ้น 164,088,012 หุ้น หรือคิดเป็น 22.8% หลังขายไอพีโอจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 18.1% และนายสมนึก หาญจิตต์เกษม ถือหุ้น 164,087,977 หุ้น หรือคิดเป็น 22.8% หลังขายไอพีโอ จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 18.1%

บริษัทและบริษัทย่อยมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิภายหลังการหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย

ด้านบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น ได้ยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นไอพีโอไม่เกิน 957.82 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 585.42 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท คิดเป็น 15.17% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท และหุ้นสามัญเพิ่มที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทไม่เกิน 372.4 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท คิดเป็น 9.65% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท

การระดมทุนครั้งนี้ เพื่อขยายกำลังการผลิตโรงงานน้ำตาลของบริษัท ลงทุนผลิตก๊าซชีวภาพ ลงทุนสร้างโรงงานปุ๋ยชีวภาพ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลทราย และธุรกิจอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเอทานอล และธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า

ผลการดำเนินงานปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 21,608 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 806 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนปี 2555 บริษัทมีรายได้ 21,128 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,140 ล้านบาท