การลดค่าเงินเวเนซุเอล่าครั้งล่าสุดสร้างความเสียหายให้บริษัทอเมริกัน-ยุโรปในเวเนซุเอล่าหลายบริษัท สินค้าหลายรายการอยู่ในบัญชีควบคุมราคา
รัฐบาลเวเนซุเอล่า ประกาศลดค่าเงินครั้งที่ 5 ในรอบทศวรรษ เมื่อวันศุกร์ (8 ก.พ.) ที่ผ่านมาค่าเงินโบลิวาร์ลดลง 32% ส่งผลต่อรายได้ของบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ในเวเนซุเอล่าหลายบริษัท เช่น บริษัทคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ บริษัทเอวอน โปรดักส์ บริษัทพรอกเตอร์แอนด์แกมเบิ้ล และบริษัทคิมเบอร์รี่คลาร์ก เมื่อรายได้ของบริษัทในรูปเงินโบลิวาร์นำไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ได้น้อยลง ส่วนหุ้นของบริษัทสัญชาติอเมริกัน ไอริช ฝรั่งเศส สเปนล้วนตกลงทันที 1-2% หลังการลดค่าเงิน
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า การลดค่าเงินครั้งนี้ จะสร้างความเสียหายให้บริษัทต่าง ๆ มากกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคนับพันรายการ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด เนื้อสัตว์ สบู่ ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และยาสีฟันถูกควบคุมภายใต้กฎหมายเวเนซุเอล่า ปี 2554 เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ซึ่งกฎหมายนี้ควรมีการทบทวนทุกปี แต่ก็ไม่ได้กระทำในปีที่ผ่านม
ในบรรดาบริษัทที่ได้รับผลกระทบ คอลเกต ถือว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุดเพราะมีสินค้าอยู่ในรายการสินค้าควบคุมมากกว่าบริษัทอื่น โดยคอลเกตประเมินใหม่ว่า กำไรต่อหุ้นของบริษัทจะลดลง 7 เซ็นต์ต่อหุ้นต่อไตรมาส คอลเกตจึงต้องขึ้นราคาในตลาดใหญ่อย่างเม็กซิโกและบราซิลแทน เพื่อลดผลกระทบที่ไม่สามารถขึ้นราคาได้ในเวเนซุเอล่า
ทางด้านบริษัทเอวอน ผู้นำตลาดขายตรงเครื่องสำอางเป็นบริษัทต่างชาติอีกบริษัทหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินครั้งนี้ แม้ว่าสินค้าของเอวอนจะไม่ได้ถูกควบคุมราคาเหมือนกับคอลเกต แต่เวเนซุเอล่าเป็นหนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตของเอวอน รายได้ไม่รวมผลกระทบจากค่าเงินเพิ่มขึ้นถึง 18% ในขณะที่ยอดขายในบราซิลและรัสเซียสองตลาดนำของเอวอนไม่ค่อยหวือหวา ส่วนตลาดสหรัฐยอดขายลดลง
การลดค่าเงินโบลิวาร์ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจ ที่ส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องลดค่าเงินในปีนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการลดค่าเงินโบลิวาร์ล่าสุดนี้ยังไม่สามารถทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการใกล้เคียงกับราคาในตลาดมืดได้ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเวเนซุเอล่าสูงถึงระดับเลขสองหลักเรียบร้อยแล้วและคาดว่าจะสูงขึ้นอีก
นักวิเคราะห์จากบริษัทเจพี มอร์แกน กล่าวว่า หากรัฐบาลยังคงมาตรการควบคุมราคาสินค้า จะส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยนักวิเคราะห์หลายคนมีความเห็นตรงกันว่า การแลกเปลี่ยนเงินตราอัตราใหม่นี้คงไม่ยั่งยืน หมายความว่าชาวเวเนซุเอล่าคงจะได้เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกในไม่ช้า








