การตลาดการเมือง เลือกตั้งผู้ว่าฯ "วัดพลังสื่อใหม่"

การตลาดการเมือง 
เลือกตั้งผู้ว่าฯ "วัดพลังสื่อใหม่"

ผ่านมุมมอง"นักการตลาด"การเลือกตั้งผู้ว่ากทม."การตลาดการเมือง"ยังเป็นยุทธหลัก โดยมี "สื่อใหม่" เป็นตัวแปรสำคัญ แบรนด์ไหนกันจะโดนใจคนกรุง

ส่องเกม "การเมือง" ผ่านมุมมอง "การตลาด" ผู้สมัครชิงชัย "พ่อเมือง" กทม.คนที่ 16 ที่ต่างงัดยุทธวิธีหาเสียงเพื่อ "โน้มน้าวใจ" คนกรุงที่มีสิทธิ์ออกเสียงเกือบ 5 ล้านเสียง โดยการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 3 มี.ค.นี้ ขับเคลื่อนมหานครแห่งนี้ ด้วยงบประมาณในปี 2556 สูงกว่า 7 หมื่นล้านบาท

เมื่อไม่อาจปฏิเสธว่า“การเมือง” กับ "การตลาด" เป็นเรื่องแยกกันไม่ออก ตราบใดที่ผู้สมัครผู้ว่ากทม.ยังคงสังกัดพรรคการเมือง โดยเฉพาะจากสองพรรคใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทย และประชาธิปปัตย์ ที่ขับเคี่ยวกันมาหลายยุคสมัยไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือระดับประเทศ การวางกลยุทธ์การตลาด รวมไปถึงการวางตำแหน่งทางการค้า (Positioning) ของผู้สมัครสังกัดพรรค จึงเป็นไปในรูปแบบของ "การตลาดการเมือง" หรือ Political Marketing โดยแท้

ดร.ภวิล วิเลิศ ภูริวัชร อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้หนึ่งที่ติดตามการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.มาโดยตลอด แสดงความเห็นว่า การเมืองกับการตลาดนับวันยิ่งจะทวีความสลับซับซ้อนทั้งยุทธวิธีและความรุนแรง เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของ "การแย่งชิงมวลชน" และ "การทำสงครามจิตวิทยา" เพื่อเล็งผลเลิศในการโน้มน้าวใจประชาชนให้มาเป็นพรรคพวกเดียวกัน จนกระทั่งยอมมอบเสียงโหวตให้ เมื่อเป็นเช่นนี้การตลาดจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เขาเปรียบ"ผู้สมัคร"แต่ละคนเป็นเหมือน "สินค้าแต่ละแบรนด์" ขณะที่ประชาชนผู้ที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งเป็นเหมือน "ผู้บริโภค" ดังนั้นสินค้าแบรนด์ใดจะโดนใจผู้บริโภคที่มีรสนิยมแตกต่างกัน ส่วนหนึ่งย่อมขึ้นอยู่กับการโปรโมทสินค้า (โปรโมทตัวเอง) ด้วยกลยุทธ์การตลาดและประชาสัมพันธ์ ให้สินค้าเข้าไปนั่งในดวงใจลูกค้า

ขณะที่การทำแคมเปญหาเสียงในยุคก่อน แค่การเดินถือป้ายหาเสียง ปักป้ายประกาศ เล่นกันตรงๆไม่มีลีลา ทื่อๆ แข็งๆ แต่ยุคนี้จะซับซ้อน ต้องเล่นสงครามจิตวิทยาทุกครั้งที่มีโอกาส ที่สำคัญเป็นการสื่อสาร"หลากหลายช่องทาง" แต่ผลลัพธ์มีอยู่อย่างเดียวคือ การโน้มน้าวใจ

ดร.ภวิล บอกด้วยว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมาแม้จะมีกิจกรรมการตลาดที่เกิดขึ้นมามากมาย แต่ "ความต่าง" ที่เห็นได้ชัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการใช้ Viral Marketing หรือการทำตลาดสื่อสารแบบปากต่อปากบนโลกไอที หรือจะเรียกว่าเป็น Digital Marketing ก็ไม่ผิด โดยเป็นทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิ Youtube Facebook หรือ Twitter โดยตัวอย่างที่เห็นตัวอย่างชัดเจนถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา “บารัค โอบาม่า” เป็นผู้ที่ใช้ช่องทางดังกล่าวเรียกคะแนนเสียงจากคนอเมริกันอย่างสัมฤทธิผล

ทว่า จุดสำคัญของการสื่อสารก็คือ จะต้องตั้งประเด็น หรือ “Set Theme” ขึ้นมาให้ได้ก่อนว่า "ต้องการสื่อสารกับใคร สื่ออะไร และสาร (Message) คืออะไร" ยกตัวอย่างที่เห็นชัด ระหว่าง บารัค โอบาม่า ที่ชูนโยบายว่า Change และ มิช รอมนี่ ที่บอกว่า We believe in USA กลายเป็นสารสั้นๆได้ใจความที่ถูกสื่อออกไป

“ของต่างประเทศสื่อสารง่าย ข้อความสั้นๆ แต่ของไทยยืดยาว ไม่โดน ซึ่งคนวางเกมการตลาดผู้ว่าฯต้องคิดแล้วว่า คำมันไม่โดนใจ ยาวไปคนจำยากต้องกลับมาทบทวนใหม่ว่าแมสเสจที่เสนอออกไปต้องการนำเสนออะไร และเสนอกับใคร ทำไปแล้วกิจกรรมเหล่านั้นได้ผลจริงไหม สื่อสารได้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ผมยังไม่เคยเห็นการเลือกตั้งในไทยใช้คำสั้นๆ แบบนี้ โดนใจแบบนี้ คนไทยที่ไหนจำได้บ้างว่าผู้สมัครแต่ละคนพูดว่าอะไรบ้าง..ไม่มีเล้ย" เขาทำเสียงสูง

นอกจากนี้ ผู้สมัครที่เปรียบเหมือนแบรนด์สินค้าหนึ่ง จะต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อแบรนด์เดิมๆ(พรรคเดิมๆ)หันมามองสินค้าแบรนด์ใหม่บ้าง "ผมอยากใช้คำเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Royalty core นักวางแผนการตลาดต้องดูแล้วว่าจะใช้กลยุทธ์อย่างไรในการดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นพวก"

ก่อนจะบอกต่อว่า ทางการตลาดจะต้องหาจุดที่เรียกว่า Pleasure Point ให้ได้ นั่นคือ 1. ต้องเจาะกลุ่มที่ไม่ชอบเรา 2.การใช้กลยุทธ์บอกต่อ เพื่อทำให้เกิดความศรัทธาและความเชื่อ

"เดี๋ยวนี้ฉลาดเลือกมากขึ้น การตลาดเมื่อก่อนเราชอบพูดกันว่า สร้างความแตกต่าง แต่ปัจจุบันนี้มันหมดสมัยแล้ว ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนโหยหา Brand Value (คุณค่าของแบรนด์) ไม่ใช่แค่ Brand Positioning (ตำแหน่งของแบรนด์) เพียงอย่างเดียว"

เขายังบอกด้วยว่า การเลือกตั้งในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ การเน้นไปที่ตัว P (Promotion) หรือตัว PR เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเองเป็นหลัก จนอาจลืมคิดไปว่าคนต้องการ P อีกตัวคือ Product มากกว่า ที่ต้องดีและจับต้องได้ ไม่เพียงเป็นการขายฝัน

แม้กระทั่งป้ายหาเสียงที่โชว์หน้าตาของบรรดาผู้สมัครแต่ละคน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยเปลี่ยน หากภาษาวัยรุ่นก็คงต้องบอกว่า "เชย”มาก บางคนคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วป้ายหาเสียงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะป้ายก็คือการสื่อสารกับผู้รับสาร ซึ่งหมายถึงการสื่อสารกับประชาชน เริ่มตั้งแต่การเลือกภาพของผู้สมัครที่จะเอามาลง ในบางกรณีผู้บริโภคจะใช้คุณค่าที่รับรู้ได้ (Perceived value) เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก (แพคเกจจิง ป้ายหาเสียง) เป็นตัวตัดสินใจซื้อสินค้าได้เช่นกัน

ก่อนจะเข้าไปถึงเรื่อง "สโลแกน" โดยเขายกตัวอย่างผู้สมัครคนสำคัญๆ อย่าง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จากพรรคเพื่อไทย ที่ชูสโลแกน "ไร้รอยต่อ" ว่า การสื่อสารจะต้องล้อไปกับคนกรุงเทพฯเป็นหลักว่าต้องการอะไร การสื่อสารจะต้องมีพลังและสามารถโน้มน้าวจิตใจคนให้เลือกตนเองได้

ในกรณีนี้ต้องถามว่า คนกรุงเทพฯต้องการนโยบายไร้รอยต่อจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เมื่อเทียบจากอดีตที่ผ่านมา ผู้ว่ากทม.มักจะมาจากพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปปัตย์

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่งคุณชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดีกรีผู้ว่ากทม.คนเดิมที่มีฐานเสียงอยู่แล้ว กับสโลแกน "เดินหน้าต่อไป" ในความเห็นของ ดร.ภวิล มองว่าเป็นสโลแกนที่เหมาะสม แม้จะยังไม่โดนใจเท่าใดนัก เพราะเมสเสจที่สื่อออกไปยังไม่ตรงซะทีเดียว คำที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดน่าจะใช้คำว่า "เดินหน้าทันที" เพราะความหมายดีกว่า มาถึงปุ๊บก็ทำงานได้ทันที ไม่มีเว้นวรรค

ส่วนคนที่มีสีสันให้การเลือกตั้งผู้ว่ากทม.รอบนี้มากที่สุด เห็นทีจะไม่พ้น “สุหฤท สยามวาลา” ผู้สมัครอิสระ ที่กระโดดชิมลางการเมืองสนามท้องถิ่นเป็นครั้งแรกแบบไม่มีอะไรจะเสีย โดยเลือกใช้โซเชียลมีเดีย ในการทำการตลาดโปรโมทตัวเอง ที่สร้างความฮือฮาได้ไม่เบา ขณะที่ป้ายหาเสียงมีจำนวนน้อย แต่จัดจ้าน ออกแนวอาร์ต หรือแม้กระทั่งการลงรูปก็ชัดเจนว่าต้องการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใด

ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตีโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯว่า ที่ผ่านมาผลโหวตยกให้พรรคหนึ่งครองฐานเสียงมาตลอด แต่คนกรุงเทพฯมักจะมี"จริต"บางอย่างที่ไม่เชื่อและยอมรับข้อเสนอสินค้า เพียงแค่บอกว่า “ฉันจะทำให้เธอมีความสุข” แค่นั้นไม่น่าจะพอ จะต้องกลั่นกรอง ตั้งคำถามและวัดคุณค่าเปรียบเทียบสินค้าตัวอื่น ว่าสุดท้ายแล้ว "เธอหลอกฉันหรือเปล่า"

ที่เห็นได้ชัดเจนอย่างกรณี "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" เจ้าของฉายา "เจ้าพ่ออ่างทองคำ" เสี่ยนักธุรกิจที่เคยกระโดดลงมาชิงชัยสนามเลือกตั้งผู้ว่ากทม.2 สมัยติด ในปี 2547 และปี 2551 มีจุดขายที่ความดุดัน เป็นนักตรวจสอบ จึงสร้างกระแสทุกวันที่ออกไปเดินหาเสียง จนสื่ออยากติดตามดูเขา

ดร.กฤตินี มองคาแร็กเตอร์ของชูวิทย์ ว่าแสดงออกถึงการเป็นผู้ตรวจสอบ บี้ แฉ มันเป็นสิ่งที่โดนใจคนเจนเอ็กซ์ ที่มีแนวคิดไม่เชื่อเรื่องความสุขแบบสมบูรณ์แบบ เทียบเคียงกับผู้สมัครหน้าใหม่อย่างสุหฤท สยามวาลา นักร้อง นักจัดรายการวิทยุและทายาทธุรกิจ ผู้บริหารบริษัท ดีเอชเอ สยามวาลา (เจ้าของแฟ้มตราช้าง ปากกาควอนตัม) ในโลกโซเชียลมีเดีย ไม่มีใครไม่รู้จักเขา กับความเป็นเจ้าพ่อนักทวิต ผู้ที่เรียกกระแสจากความแตกต่าง บางคนก็ว่าเขาถึงขั้นเพี้ยน

ในฐานะนักการตลาดดร.กฤตินี มองการพลิกบทบาทจากนักธุรกิจอินดี้ มาอยู่ในสนามเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ว่าทำให้นักการตลาดสนุกในการติดตามแคมเปญทั้งเนื้อหา และสาระ จุดขายสร้างปรากฏการณ์เป็นกระแสอยู่ไม่น้อย

“กระบวนการทำงาน ในการสร้างจุดขายของสุหฤท สะท้อนวิธีคิดของนักการตลาดได้ชัดเจน" ดร.กฤตินี บอกเช่นนั้น

หากนำทฤษฎีการตลาดมาจับ จะพบว่าแนวทางของสุหฤท มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนแปลง มองทางเลือกใหม่ โดยตีโจทย์ได้แม่นยำ ยิงตรงเป็นแพ็คเกจ ทั้งตัวตนเขาและกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะการชูนโยบายสีเขียว (Green) ถูกจริตของคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ ไม่ใช้ป้ายหาเสียง ทางเท้า รถจักรยาน สวนสวย
ลูกเล่นหลายอย่างท้าทายรูปแบบหาเสียงแบบเดิม คนอื่นทำแต่เขาไม่ทำ อาทิ ไม่จับเบอร์ ไม่ติดป้ายหาเสียง แต่ละแคมเปญที่ปล่อยออกมา “1 เขต 1 เสน่ห์ “,”Surprise” สร้างความประหลาดใจ และ”Fun”ให้ความสุข คำโฆษณาที่แรง กลับมุมจากผู้ว่าแบบเดิม

“สุหฤท เป็นโปรดักต์ที่ไม่เหมือนเดิม หลุดจากกรอบ มีจุดขาย สื่อสารดี ใช้เครื่องมือมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ จึงตรงใจคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนวาย ที่เริ่มต้นโหวตได้ไม่ต้องการยึดติดพรรค หรือติดตามนโยบายเข้มข้น เพียงแต่ต้องการสร้างทางเลือกใหม่"

กระนั้นก็ตาม สุหฤทยังมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในตัว คนไม่ชอบมีสิทธิ์เบือนหน้าหนีเลย เพราะความเป็นคนสุดโต่งของเขา เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นคนหลุดๆ แต่อีกด้านคือความกล้าที่จะเล่นกับความคิดของคนกรุงเทพฯ

ทว่าการเล่นกับการตลาดเป็น ไม่ได้หมายความว่า จะประสบความสำเร็จเสมอไป อาจจะเป็นเพียงแค่การกุมตลาดคนบางกลุ่ม เหมือนกับสินค้า "นิชมาร์เก็ต" แต่กับการเลือกตั้งต้องการผลคะแนนโหวตที่มากที่สุด ดร.กฤตนี ระบุ

เธอยังเทียบแคมเปญชองพล.ต.อ.พงศพัศ "ทำงานได้ ไร้รอยต่อ" ว่าที่ฟังดูดี มีการเชื่อมโยงการทำงานระดับชาติกับรัฐบาล แต่คำถามที่ตามมาคือการทำงานที่เป็นท่อเดียวกันกับรัฐบาล ขาดการตรวจสอบ คานอำนาจและต้องการความโปร่งใสจะดีจริงหรือ ?

ในฝั่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่ชูสโลแกน “เดินหน้าสานต่อ งานกทม.” เป็นสิ่งที่ทำให้พล.ต.อ.พงศพัศ สู้ไม่ได้ เพราะไม่มีฐานประสบการณ์เดิม ที่เข้าใจปัญหา แต่อีกด้านก็ยังไม่ชัดว่า ต่อจากอะไร เพราะที่ผ่านมายังมีคำถามอีกหลายด้าน

“ทุกคนอยากเดินหน้าไม่อยากถอยหลัง แต่เดินต่อจากอะไรในเมื่อของเดิมยังแหว่งๆ วิ่นๆ เปิดจุดให้สุหฤท โจมตีว่าจะเอาแบบเดิมเหรอ” ดร.กฤตินี บอก

ส่วนผู้สมัครจากอิสระ ทั้งพล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เจ้าของฉายาวีรบุรุษนาแก เด่นตรงประวัติการทำงานที่โปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น สไตล์การทำงานตงฉิน รวมถึง โฆสิต สุวินิจจิต อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่เขาชูจุดขายความเป็นอดีตสื่อมวลชน ย่อมเป็นนักประสานสิบทิศที่ดี และไร้ขั้วทางการเมือง

ดร.กฤตินี มองว่า ผู้สมัครอิสระจะได้เปรียบก็ตรง โดนใจกลุ่มเบื่อความเป็นขั้วทางการเมือง เพราะที่ผ่านมาส่วนหนึ่งของปัญหาก็เพราะมีเกมการเมืองแทรกอยู่ คนกทม.จึงต้องการการทำงานที่โปร่งใส ไร้การเมือง โดยเฉพาะคอนเซ็ปต์ คนจริงพร้อมพุ่งชน ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ขายความจริงจัง ขณะที่ โฆสิต ก็ชูความเป็นนักบริหารที่ดี ในความเป็นจริงอาจจะไม่ต้องการฮีโร่เพียงคนเดียว แต่ต้องการผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานที่ดี

ทว่าผู้สมัครจากพรรคอิสระก็ยังมีจุดอ่อนตรงความหน้าใหม่ จะต้องสร้างชื่อเสียงให้คนรู้จัก

“กลุ่มผู้สมัครอิสระหน้าใหม่ ยังต้องใช้เวลาทำให้คนกทม.รู้จัก ขึ้นมาแข่งกับคนเดิมที่คนรู้จักอยู่แล้ว ท้าทายฐานเสียงเดิมของทั้งสองพรรค รวมถึงการสร้างจุดขายให้สื่อมวลชนสนใจ”
-------------------------------------------------------

พลัง"สื่อใหม่"-วัดใจคนกรุง

อีกรูปแบบวิธีการหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่ากทม. ซึ่งอาจกลายเป็น "ตัวแปร" สำคัญของการได้มาซึ่งคะแนนเสียงคนกรุง นั่นคือ การเลือกใช้สื่อใหม่อย่างโซเชียลมีเดีย ซึ่งทรงอิทธิพลต่อวิถีชีวิตคนกรุงในปัจจุบัน หากพิจารณาจากจำนวนแอคเคาท์ของคนกรุงเทพฯที่ใช้เฟซบุ๊คมากถึง 8.6 ล้านคนจากทั่วประเทศ 14 ล้านคน จนทำให้กรุงเทพฯติดอันดับเมืองหลวงที่ใช้เฟซบุ๊คมากที่สุดในโลกไปแล้วตามผลสำรวจของเว็บไซต์โซเชียลเบเกอร์

ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ มองเรื่องนี้ว่า แม้สื่อใหม่จะยังวัดผลไม่ได้ว่าทรงอิทธิพลจนทำให้ผู้สมัครชนะการเลือกตั้งได้หรือไม่ เพราะบางคนที่ใช้โซเซียลมีเดีย แค่เพื่อบ่น ระบาย ตัวเลขคนใช้เฟซบุ๊คมีการปลอมอายุ และสถานที่พักอาศัย ที่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่ากทม.

ทว่า ผู้สมัครทุกคนไม่อาจเพิกเฉย เพราะพฤติกรรมของคนในโซเชียลมีเดีย สามารถเก็บข้อมูลเป็น Data mining ช่วยให้ประมวลผลสื่อสารได้ตรงใจผู้บริโภคได้

ด้าน ปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์กระปุกดอทคอม หนึ่งใน Influencer ในโลกออนไลน์ บอกว่า กรณีศึกษาการใช้โซเชียลมีเดีย ของทีมงานอาสาสมัครโอบามา ที่ใช้ช่องทางนี้สื่อสารจนโอบามาชนะใจคนรุ่นใหม่ได้ฐานคนเจนเอ็กซ์ ทีมงานของเขายังใช้เก็บข้อมูลความต้องการรวบรวมความคิดจากคนในโซเชียลมีเดีย ไปใช้สร้างกลยุทธ์วิธีการนำเสนอได้ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่จนได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกสมัย

สื่อโซเซียลมีเดีย จึงถือว่าแรงและเร็ว ชนิดที่ผู้สมัครที่เข้าไปเล่นใหม่ยังตกใจ ยิ่งมีการ "ตอบโต้กัน" อย่างทันควันระหว่างผู้สมัครด้วยกัน ยิ่งทำให้เกิดความต่างจากฟรีทีวี หรือสื่อแบบเดิม (Traditional media) ที่ไร้การตอบโต้ หรืออาจจะต้องใช้เวลานานกว่าอีกฝ่ายจะโต้กลับ

“การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการวัดกระแสและอิทธิพลของโซเชียลมีเดียว่าจะมีอิทธิพล และวัดผลโหวตได้ถูกต้องหรือไม่” ปรเมศวร์ ให้มุมมอง

พร้อมจับกระแสได้ว่า ผู้สมัครทุกคนที่เป็นตัวเต็งหันลงมาใช้โซเชียลมีเดีย กันหมดในอัตราการใช้ถี่มากขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ทั้งคนที่มีแอคเคาท์อยู่แล้วแต่ไม่เคยแอคทีฟอย่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็กลับมามีความเคลื่อนไหว หรือแม้แต่พล.ต.อ.พงศพัศ ก็หันมายิงถี่ขึ้น และยังมีที่ปรึกษาทีมงานที่กำลังใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น

ส่วนขาประจำในโลกโซเชียลมีเดียอย่างสุหฤท ก็ปรับวิธีการนำเสนอ ที่นุ่มนวลลง เพื่อให้ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ เพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น เพราะรู้ว่าโซเชียลมีเดีย มันไปเร็วจึงต้องระวังตัว

ปรเมศวร์ยังเปรียบสุหฤท เป็นเหมือนสินค้าที่มีทั้งคนอยากลอง แต่หากคนไม่ชอบก็จับขว้างทิ้งได้ทันที จึงเป็นเรื่องท้าทายที่เขาจะต้องเอาชนะฐานเสียงของกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจอีก 51% นั่นทำให้เขาชูคำถามและคำตอบที่คนอยากรู้เกี่ยวกับตัวเขาผ่านโซเชียลมิเดีย กับ 6 เหตุผลทำไมคนเลือกสุหฤท และ 7 เหตุผลที่คนกรุงเทพฯ จะไม่เลือกสุหฤท