"ประภัสร์"ชน เอดีบี แย้งแผนปรับโครงสร้างรถไฟ แก้ปัญหาไม่ตรงจุด
การสัมมนาเชิงปฎิบัติการเพื่อการพัฒนาระบบรถไฟไทย ซึ่งจัดโดยธนาคารพัฒนาเอเซีย(เอดีบี) กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ระหว่าง สนข. เอดีบี และรฟท. โดย เอดีบี เสนอให้ รัฐโอนภาระหนี้ ของรฟท. ที่มีอยู่ประมาณ แสนล้านบาท และปรับโครงสร้างเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 3,000 ล้านบาท , การแยกทรัพย์สิน (Infrastructure assets) ของรฟท.ไปอยู่ในองค์กรใหม่ และตั้งกรมการรถไฟ ในกำกับดูแลของ กระทรวงคมนาคม ,การแยกการบริหารจัดการทรัพย์สิน ออกจาก รฟท. เพื่อบริหารจัดการโดยในรูปบริษัทโดยเฉพาะ,การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลเรื่องของมาตรฐาน ความปลอดภัย หรือองค์กรกำกับดูแลอิสระ เพื่อกำหนดอัตราค่าใช้ราง ซึ่งจะเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเดินรถ เป็นต้น
นายประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังการสัมมนาว่า มองว่า ข้อเสนอของ เอดีบี ในการปรับปรุงโครงสร้างกิจการรถไฟไทย ซึ่งพยายามลดบทบาทของ รฟท.ลงโดยสนับสนุนให้มีการตั้งกรมการรถไฟ และให้มีการแยกการบริหารทรัพย์สิน ออกจาก รฟท. นั้นเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยมองว่า ทุกฝ่ายควรจะพูดความจริงว่า อะไรที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ รฟท.ประสบปัญหาหนี้สินมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ และไปแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งนี้ที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาของตัวเองดี ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองอย่างจริงจัง แต่เป็นหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) หรือเอดีบี เป็นผู้ที่ศึกษา ซึ่งเป็นมุมมองจากภายนอก ที่ไม่ได้เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง
"ที่ผ่านมาการพัฒนาระบบรางของไทยไม่เคยถูกบรรจุเอาไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับนโยบายที่ให้การรถไฟ มีการจัดซื้อจัดจ้างภายนอก(Outsourcing ) จากที่เคยมีการพัฒนาบุคลากรของตัวเองขึ้นมาทำ การมีมติคณะรัฐมนตรีที่จำกัดการเพิ่ม อัตราพนักงาน หรือการปล่อยให้การรถไฟกู้เงินมาลงทุนและรับภาระดอกเบี้ยเอาไว้เอง กฏระเบียบที่ทำให้การบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ไม่คล่องตัวเหมือน เอกชน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ เป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน และส่วนใหญ่มาจากนโยบาย จึงอยากจะเห็นการจัดลำดับความสำคัญ และวางทิศทางให้ถูกต้อง ไม่ใช่ทุกฝ่ายมาโทษว่าเป็นความล้มเหลวของ การรถไฟ ทั้งหมด" นายประภัสร์ กล่าว
นายประภัสร์ กล่าวด้วยว่า รฟท. ในอนาคตควรจะต้องเป็นองค์กรที่มีองค์ความรู้ทั้งในการเดินรถ การซ่อมบำรุง ที่สามารถดำเนินการได้เองเหมือนในอดีต ไม่ใช่องค์กรที่ซื้อของจากข้างนอกหรือ จ้างคนอื่นมาทำทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าพนักงงานทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อกลับมาเป็นองค์กร ที่เคยเป็นที่ภาคภูมิใจ






