วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แผนยึดพื้นที่โลก'เถ้าแก่น้อย'พันล้าน

โจทย์หินที่นักการตลาดและเจ้าของสินค้าแบรนด์ไทยจะก้าวไปผงาดบนเวทีโลกนั้นมีอยู่มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็น "ความท้าทาย"

ที่ผู้ประกอบการจะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า ศักยภาพในการแข่งขัน เงินทุน ต้นทุน และทรัพยากรด้านบุคคล เหล่านี้เป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือ


“เถ้าแก่น้อย” สแน็กประเภทสาหร่ายสายพันธุ์ไทย ภายใต้การนำทัพโดยวัยรุ่นพันล้าน “อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อยฟู้ดส์แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดสาหร่ายของไทย ที่วาดอนาคตปั้นแบรนด์ไทยสู้แบรนด์ระดับโลกหรือโกลบอลแบรนด์ภายใน 10 ปีจากนี้

ทว่าวันนี้ สเต็ปของการเป็นโกลบอลแบรนด์ของ “เถ้าแก่น้อย” คืบหน้าไปแล้ว 10-15% จากการที่แบรนด์สามารถเกณฑ์มาร์เก็ตแชร์ในตลาดต่างประเทศได้สูงกว่า 70% บ้าง 80% บ้าง ผลักดันให้สแน็กสาหร่ายจากเมืองไทย “รั้งแชมป์” ใน 9 ประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น จากตลาดส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

กุญแจสำคัญที่เปิดไปหาความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเกิดจากผลิตภัณฑ์สแน็กสาหร่าย เป็น “สินค้านวัตกรรม” และอยู่ในตลาดที่เรียกว่า Blue Ocean ไม่มีคู่แข่งขันห้ำหั่นกันในเรื่องราคาเป็นทะเลแดงเดือด หรือ Red Ocean
โมเดลที่ อิทธิพัทธ์ วางไว้ให้กับสาหร่ายเถ้าแก่น้อยขึ้นชั้นระดับโลก คือการเจริญรอยตามเครื่องดื่มชูกำลังชื่อกระฉ่อนโลกอย่าง “เรดบูล” ของเฉลียว อยู่วิทยา มหาเศรษฐีไทยผู้ล่วงลับ ที่ส่งสินค้าสัญชาติไทยไปจำหน่ายกว่า 160 ประเทศทั่วโลก

เรดบูลจำหน่ายสินค้าในสหรัฐฯได้ เถ้าแก่น้อยก็ต้องทำให้ได้ !!! อิทธิพัทธ์ตั้งเป้าหมาย
ก่อนจะบุกตลาดโลก "ตลาดแรก" ที่ต้องเข้าไปให้ได้นั่นคือ "ประเทศจีน" ภายใน 3 ปีนี้ เขามุ่งมั่นจะปักธงลงทุนตั้งโรงงานผลิตสาหร่ายให้ได้ เพื่อเจาะตลาดยักษ์ใหญ่ของโลก ที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ซึ่งเขาหวังจะเจาะกลุ่มเป้าหมายจีน "แค่ 1%"เท่านี้ก็โกยรายได้มหาศาลแล้ว !!

แต่อุปสรรคสำคัญในการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะใน “จีน” คือการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เขาต้องจัดทัพองค์กรให้พร้อมใน 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานสินค้า การบริหารจัดการด้านการผลิตที่ต้นทุนต่ำ และทรัพยากรมนุษย์ อย่างหลังคือสิ่งสำคัญมากที่สุด

“บริษัทยังไม่พร้อมเข้าไปลงทุนในประเทศจีน หากจะเข้าไปต้องเตรียมตัวให้ดี เพราะการแข่งขันในประเทศจีนไม่ได้แข่งกับตลาดสาหร่ายเท่านั้น แต่หมายความถึงการแข่งกับตลาดสแน็กทั้งหมดซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงมาก เมื่อบริษัทต้องแข่งกับทุกเซ็กเมนต์จะต้องเหนื่อยมาก” เขาย้ำ

ขณะที่โมเดลที่เขาวางไว้ในการลงทุนที่ประเทศจีนที่คิดไว้ บริษัทจะต้องมีใช้เงิน 150 ล้านบาท สร้างโรงงานที่มีกำลังการผลิตสาหร่ายเพิ่ม 1 ล้านแผ่นต่อวัน จากปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 2,500,000 แผ่นต่อวัน แต่โรงงานยังมีความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 500,000 แผ่นต่อวัน

หากล้วงลึกตลาดแดนมังกรได้แล้ว "สเต็ปที่ 2" ในการก้าวสู่การเป็นโกลบอลแบรนด์ นั่นคือ การเจาะ"ตลาดอเมริกา" โดยสาเหตุที่พุ่งเป้าตรงไปยังตลาดยักษ์ใหญ่ทั้งจีนและสหรัฐ เขามองว่าก็เพราะทั้ง 2 ตลาดล้วนมีอิทธิพลต่อการค้าโลกอย่างมาก

“เราต้องเข้าไปเจาะตลาดจีนให้ได้ก่อน หลังจากนั้น 5 ปีค่อยไปสหรัฐฯ ถ้าซัคเซสในตลาดสหรัฐฯได้ ก็เป็นการปูทางสู่ความสำเร็จระดับโลก เหมือนโมเดลของเรดบูล”
อิทธิพัทธ์ ขยายความถึงแผนการบุกตลาดมะกันว่า ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน โดยยึดโมเดลธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple และ SAMSUNG เป็นต้นแบบ ที่ทั้ง 2 แบรนด์ ล้วนมีฐานการผลิตสินค้ากระจายอยู่ประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโรงงานใน “จีน” ที่เป็นเหมือนโรงงานของโลก “Apple และ SAMSUNG ขายสินค้าในประเทศสหรัฐฯ แต่เขาไม่จำเป็นต้องสร้างโรงงานที่นั่น”


ไม่เฉพาะในจีน และสหรัฐฯ ตลาดที่มีอัตราการบริโภคสแน็กประเภทสาหร่ายต่ำอย่างประเทศในยุโรป เถ้าแก่น้อย ยังมีแผนรุกเข้าไปทำตลาดเป็นสเต็ปที่ 3 ภายใน 7-8 ปีจากนี้เนื่องจากเห็นว่า ปัจจัยเกื้อหนุนให้ผู้บริโภครับประทานสแน็กสาหร่าย มาจากเทรนด์อาหารญี่ปุ่น ที่ได้รับความนิยมและยอมรับกันทั่วโลก น่าจะเป็นอานิสงส์ที่กระทบชิ่งให้คนตะวันตกหันมากินสาหร่ายเพิ่มขึ้น แทรกซึมตลาดการบริโภคมันฝรั่งได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

เขายังชี้เทรนด์ตลาดสแน็กในประเทศไทยว่า เซ็กเมนต์สาหร่าย เป็นรองเพียงแค่ มันฝรั่ง เท่านั้น โดยสาหร่ายเติบโตต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาดราว 3,000 ล้านบาท และเชื่อว่า 3-4 ปีข้างหน้า จะดันมูลค่าตลาดรวมไล่บี้มันฝรั่งแบบหายใจรดต้นคอ ที่มีมูลค่าตลาดราว 4,000 ล้านบาท

ย้อนมามองการสร้างแบรนด์ในเอเชีย ล่าสุดเถ้าแก่น้อยดึงศิลปินเค-ป๊อบวง 2PM มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และจะจัดโปรโมชั่นในประเทศต่างๆให้ลูกค้ามามีทแอนด์กรี๊ดกับศิลปินสุดโปรดในประเทศไทยตอกย้ำแบรนด์สาหร่ายที่จะขึ้นเบอร์ 1 ของเอเชีย ที่อิงโมเดลยักษ์ใหญ่ขนมขบเคี้ยวและขนมหวานอย่าง “กูลิโกะ” ของญี่ปุ่นนั่นเอง

“10 ปี ที่ผมสร้างแบรนด์เถ้าแก่น้อยและผลักดันให้คนไทยกินสาหร่ายจนมียอดขาย 100 ล้านบาท มาเป็น 3,000 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นว่าสาหร่ายแบรนด์ไทยจะเป็นสแน็กของโลกได้ ฝรั่งต้องหันมากินสาหร่ายของไทย และหากทำได้ตามแผนที่วางไว้ มีความเป็นได้ที่เถ้าแก่น้อยจะเป็นโกลบอลแบรนด์ได้เร็วกว่า 10 ปี” อิทธิพัทธ์ ทิ้งท้าย