"ณัฐวุฒิ"ล้างบางนอมินี 329 ราย หลังพบถือหุ้นแทนต่างชาติ ชี้ยอมรับสารภาพ 2 ราย ส่งตร.ดำเนินคดี ส่วนที่เหลือส่งดีเอสไอสอบเชิงลึก
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบนิติบุคคลไทยที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 50% ในพื้นที่ 5 จังหวัดท่องเที่ยว ได้แก่ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งได้ตรวจสอบเสร็จแล้วใน 2 จังหวัด คือชลบุรี และประจวบคีรีขันธ์
พบว่ามีคนไทยถือหุ้นแทนคนต่างชาติ (นอมินี ) จำนวน 329 ราย แบ่งเป็น จังหวัดชลบุรี 303 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 26 ราย
ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตรวจพบพฤติกรรมนอมินี 26 รายนั้น ยอมรับสารภาพ 2 ราย ว่ามีการถือหุ้นแทนคนต่างชาติเพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการตัดเย็บเสื้อผ้า ตามบัญชีแนบท้าย 3 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีผู้เข้าข่ายกระทำผิดคือผู้ถือหุ้นคนไทย 5 คน กรรมการคนต่างด้าว 2 คน ได้ส่งดำเนินคดีตามมาตรา 36 และมาตรา 37
ของพ.ร.บ.การประกอบุรกิจของคนต่างด้าว มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 1 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีก 24 ราย ทำธุรกิจเกี่ยวกับซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ได้อยู่ในธุรกิจตามบัญชีแนบท้ายกฏหมาย โดยจะตรวจสอบเชิงลึกและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
สำหรับจังหวัดชลบุรีตรวจพบพฤติกรรมนอมินี 303 ราย โดย 20 ราย ทำธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย 3 คือนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ 2 ราย การก่อสร้าง 1 ราย การท่องเที่ยว 1 ราย การขายอาหารและเครื่องดื่ม 5 ราย และธุรกิจบริการ 11 ราย เช่น ให้เช่าที่พัก 7 ราย ให้เช่ารถ 1 ราย บรรจุผลิตภัณฑ์ 1 ราย โรงกลึง 1 ราย บาร์และโต๊ะบิลเลียต 1 ราย มีผู้เข้าข่ายกระทำผิดเป็นผู้ถือหุ้นคนไทย 8 คน กรรมการคนไทย 4 คน และกรรมการคนต่างด้าว 34 คน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อด้วยการเรียกสอบกรรมการบริษัท และให้ส่งเอกสารการทำธุรกิจเข้ามายังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หากพบการกระทำผิดจะส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนที่ไม่สามารถขอหลักฐานได้ เนื่องจากอำนาจของกรมไปไม่ถึงจะส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการต่อไป ส่วนอีก 283 ราย ทำธุรกิจเกี่ยวกับซื้อที่อยู่อาศัย
ไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้ายกฎหมาย จะตรวจสอบเชิงลึกและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ส่วนการตรวจสอบอีก 3 จังหวัดที่เหลือ คือสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ จะเริ่มดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.นี้ ซึ่งสาเหตุที่ต้องสุ่มตรวจใน 5 จังหวัดนี้ก่อน เนื่องจากพบว่าบริษัทที่มีสถานะเป็นคนไทย แต่มีต่างชาติถือหุ้นอยู่จำนวนมาก อยู่ในพื้นที่สุ่มเสี่ยงจะมีพฤติกรรมเป็นนอมินี ส่วนจังหวัดอื่นๆอีก 71 จังหวัดจะทยอยตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การตรวจสอบครั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ได้ต้องการทำลายบรรยากาศการลงทุนของคนต่างชาติ แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐาน และรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่จะมีธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ดังนั้นจึงต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติและภาคธุรกิจไทยว่าจะไม่กระทำการหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะธุรกิจรายเล็ก หากจะสุ่มตรวจพบว่าธุรกิจรายใหญ่กระทำผิด ก็ดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน
"กิจการต่างชาติสามารถถือหุ้นในไทยได้เกิน 50% อยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย และเชื่อว่าหากทำอะไรที่ชัดเจนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติมาลงทุน ไม่ต้องหลบเลี่ยงกฎหมายอย่าที่ผ่านมา"นายณัฐวุฒิกล่าว









