วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสทช.ตีกรอบประมูลทีวีดิจิทัล1รายไม่เกิน3ช่อง

กสทช.เปิดเวทีถกเพดานประมูลช่อง"ทีวีดิจิทัลธุรกิจ" ชูโมเดล1ราย ถือครองไม่เกิน2ช่อง รายใหญ่ไม่เกิน3ช่อง

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น แนวทางการกำหนดเพดานจำนวนช่องรายการโทรทัศน์ดิจิทัล เพื่อให้เกิดการแข่งขันในกิจการโทรทัศน์ภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีการประมูลช่องรายการร่วม 24 ช่อง ประกอบด้วย ช่องรายการเด็ก 5 ช่อง ช่องรายการข่าว 5 ช่อง ช่องรายการทั่วไป ระบบปกติ (SD) 10 ช่อง และช่องรายการทั่วไป ระบบ HD 4 ช่อง

โดยคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการปรับเปลี่ยนระบบการรับส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (DSO) ให้ความเห็นต่อ กสท.ในการกำหนดเพดานจำนวนช่องรายการ และคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขัน เสนอความเห็น ประเด็น การกำหนดเพดานถือครองเพื่อให้เกิดสภาพการแข่งขันและไม่เกิดการครอบงำกิจการ

ผศ.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า คณะอนุฯ ทั้งสองคณะได้เสนอรูปแบบการกำหนดเพดานการคือครองช่องรายการเป็น 2 รูปแบบ เพื่อเป็นรูปแบบในการเปิดรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะไปจัดทำร่างประกาศฯ เสนอบอร์ดกระจายเสียง เห็นชอบนำไปเปิดเวทีประชาพิจารณ์ในเดือน ก.พ.นี้ ก่อนจะเสนอ กสท. และกสทช. เห็นชอบเพื่อประกาศใช้ก่อนเปิดประมูลในเดือน ก.ค.หรือต้นไตรมาสสาม

ทั้งนี้ รูปแบบการประมูลจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์อีกครั้ง โดยจะใช้หลักเกณฑ์และคุณสมบัติผู้ประมูลรูปแบบเดียวกับระบบ E-auction รวมทั้งจะมีการกำหนดคุณสมบัติผู้ประมูลที่จะป้องกัน “นอมินี”

เปิดโมเดลถือครองไม่เกิน 2 - 3 ช่อง

โดย กสท. วาง 2 โมเดล กำหนดเพดานการถือครองจำนวนช่องรายการ โมเดลแรก ผู้ประกอบการ 1 ราย ถือครองได้ไม่เกิน 2 ช่อง เพื่อให้เกิดความหลากหลายของผู้ประกอบการ รูปแบบนี้กำหนดให้ผู้ประมูล ที่ต้องการประมูล 2 ช่อง ห้ามประมูลช่องรายการประเภท ช่องรายการทั่วไปและช่องข่าวคู่กัน เพราะพิจารณาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากรายการทั่วไป และรายการข่าว ที่ออกอากาศทางฟรีทีวีปัจจุบัน ถือเป็นประเภทรายการที่มีผู้ชม และรายได้สูงสุดของสถานีฟรีทีวีปัจจุบัน

ดังนั้นในรูปแบบถือครองไม่เกิน 2 ช่อง ผู้ประกอบการ 1 ราย จะประมูล ช่องทั่วไปปกติ หรือ ระบบเอชดี คู่กับ ช่องเด็ก หรือช่องรายการข่าวคู่กับรายการเด็ก เท่านั้น ในรูปแบบนี้จะทำให้เกิดผู้ประกอบการมากที่สุด 19 ราย คือ ผู้ที่ถือครองไม่เกิน 2 ช่อง จำนวน 5 ราย และทำให้เกิดผู้ประกอบการรายเล็ก จำนวน 1 ช่อง รวม 14 ราย

ส่วนโมเดลที่สอง ผู้ประกอบการ 1 ราย ถือครองได้ไม่เกิน 3 ช่อง เกิดจากหลักการที่เห็นว่าในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนระบบการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล ควรให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและความพร้อมลงทุนด้านเนื้อหารายที่มีคุณภาพ

โดยรูปแบบนี้ ผู้ประกอบการ 1 รายสามารถประมูลช่องรายการได้ทุกประเภท คือ ช่องเด็ก ข่าว และทั่วไป ในช่องทั่วไปให้เลือกระบบใดระบบหนึ่ง คือระบบ SD หรือ HD ในรูปแบบนี้จะทำให้มีผู้ได้รับใบอนุญาต 14 ราย คือ ผู้ที่ถือครอง 3 ช่องรายการ จำนวน 5 ราย และรายที่ประมูล 1 ช่อง จำนวน 9 ราย

แนะเร่งเปิดราคา“ตั้งต้น”ประมูล

นายมานพ โตการค้า กรรมการผู้จัดการ บริษัทไอพีเอ็ม ทีวี จำกัด กล่าวว่า ต้องการให้ กสทช. เร่งประกาศราคา “ตั้งต้น” ประมูลช่องรายการธุรกิจทุกประเภทที่จะประมูล รวมทั้งการกำหนดราคาค่าเช่าโครงข่าย เพื่อทำให้รู้ต้นทุนโดยรวมของการประมูลทีวีดิจิทัล และจะทำให้รู้จำนวนผู้สนใจประมูล เพื่อนำมากำหนดเพดานการถือครองจำนวนช่องรายการอีกครั้ง

นายสุระ เกนทะนะศิล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หาก กสทช. กำหนดราคาตั้งต้นประมูลไว้สูง เชื่อว่าจะ “ไม่มี” ผู้สนใจประมูลมากนัก เพราะทีวีดิจิทัล เป็นแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่ง กสทช.กำหนดให้มีการขยายโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 5 ปี อีกทั้งยังมีการแข่งขันจากฟรีทีวี อนาล็อกเดิม ที่เข้าถึงครัวเรือนไทยทั่วประเทศ

ขณะที่ช่องทีวีดิจิทัล สาธารณะ อีก 12 ช่องที่จะมีการให้ใบอนุญาต ให้สามารถหารายได้จากโฆษณาภาพลักษณ์ได้บางส่วนเช่น นั่นเท่ากับว่า จะมีการแข่งขันในการหารายได้จากโฆษณาจากทีวีดิจิทัลรวม 36 ช่อง คือช่องธุรกิจ 24 ช่อง และช่องสาธารณะ 12 ช่อง

ด้านนายนิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมประเทศไทย กล่าวว่า ช่องรายการ ประเภทข่าวจะมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีผู้ประกอบการสนใจหลายราย ทั้งนี้ ต้องการให้ กสทช. กำหนดหลักเกณฑ์โดยไม่เกิดการครอบงำกิจการโดยกลุ่มทุนใหญ่ โดยเสนอรูปแบบการประมูลเป็นรอบ คือ รอบแรก กำหนด 1 ช่อง ต่อ 1 ราย เมื่อมีช่องรายการเหลือ ให้เปิดประมูลรอบสอง และกำหนดราคาประมูลเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประมูลรายเก่าที่จะประมูลเพิ่ม

ขณะที่ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นบีซี กล่าวว่า เห็นด้วยกับโมเดลกำหนดเพดานจำกัดช่องรายการไม่เกิน 2 ช่อง และ 3 ช่อง แต่ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบจำกัด 2 ช่อง โดยกำหนดประเภทห้ามประมูลช่องรายการทั่วไป และข่าว คู่กัน

สำหรับเอ็นบีซี อยู่ระหว่างการศึกษาประมูลช่องรายการทั้ง 3 ประเภท ทั้งช่องเด็ก ข่าว และช่องทั่วไป โดยต้องพิจารณาการกำหนดราคาตั้งต้น เป็นองค์กรประกอบหลัก นอกจากนี้ในนามของมหาวิทยาลัยเนชั่น ยังในความสนใจเสนอขอใบอนุญาตทีวีดิจิทัล ช่องรายการสาธารณะ ประเภทที่1 ที่ให้มูลนิธิ มหาวิทยาลัย รัฐวิสาหกิจ เสนอขอใบอนุญาตได้ โดยมีการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีคณะนิเทศศาสตร์ เพื่อร่วมกันขอใบอนุญาตดังกล่าว

ทั้งนี้ ต้องพิจารณารูปแบบการแจกคูปอง ด้วยมูลค่าที่จูงใจครัวเรือนไทยให้กลับมาใช้เป็นส่วนลดซื้อกล่องรับสัญญาณ และเครื่องรับทีวีดิจิทัล พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตกล่องรับสัญญาณในประเภท เพื่อเร่งให้กล่อง หรือเครื่องรับทีวีดิจิทัล กระจายอยู่ในครัวเรือนไทยมากที่สุด