วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Fund Flow ยังหนุนตลาด

Fund Flow ยังหนุนตลาด...เลือกซื้อหุ้นแนวโน้มดี

• ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศขนาดใหญ่ในเดือนม.ค.2556 เติบโตดีขึ้น...บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนม.ค.56 ของสหรัฐที่ขยายตัวเป็น 56.1 จาก 54.0 ในเดือนธ.ค.55 ส่วนของจีนปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 24 เดือนที่ 51.9 และเพิ่มขึ้นจาก 51.5 ในเดือนธ.ค.55 สำหรับดัชนี PMI เบื้องต้นรวมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนีในเดือนม.ค.56 พุ่งขึ้นแตะ 53.6 จาก 50.3 ในเดือนธ.ค.55 นำโดย PMI ภาคบริการที่เติบโตแข็งแกร่ง
• เดือนม.ค.56 เฟดขยายงบดุลสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดประเมินไว้...ส่งภาพบวกต่อตลาดหุ้น เราพบว่าในช่วง 26 ธ. ค.55 - 23 ม.ค.56 (4 สัปดาห์) พบว่าสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่มขึ้น 104,474 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขยายงบดุลมากกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บ่งชี้ถึงสภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูง และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกื้อหนุนการปรับขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย (SET Index +4.4%MTD) ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ต่อไปอีก 1-2 ปีข้างหน้าเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
• เงินบาทแข็งค่า...ตลาดหุ้นขึ้น จากการศึกษาของ Quant Team DBSV Vickers (Thailand) พบว่าในช่วงม.ค.44-ม.ค.56 การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐมีความสัมพันธ์กับการปรับขึ้นของ SET Index อย่างชัดเจน (R2 = 30.45%) และในช่วงเดือนม.ค.56 (MTD) พบว่าค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 2.6% ขณะที่ SET Index ปรับขึ้นราว 5%MTD ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลและความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวแปรในอดีต (ดูได้จากกราฟด้านล่างนี้) ทั้งนี้การแข็งค่าของเงินบาทในรอบนี้ โดยหลักมาจากการที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เมื่อสภาพคล่องในระบบการเงินโลกเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางประเทศชั้นนำต่างๆ และการที่อัตราดอกเบี้ยในระบบต่ำมากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาในช่วงม.ค.44-พ.ย.55 ที่มีข้อมูล REER ทาง Quant Team แทบไม่เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง Real Effective Exchange Rate (REER) กับ SET Index เลย (R2 = 0.011%)

Source : Quant Team DBS Vickers (Thailand)
• เราเชื่อว่าทางการไทยจะยังไม่ออกมาตรการ Aggressive ในการสกัดเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากการไหลเข้ามาลงทุนเม็ดเงินเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก โดยไม่ได้มีการฝืน Trend ในลักษณะของการเก็งกำไรที่มากเกินไป และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 5% & กำไรของบจ.ในปี 2556 ที่ฝ่ายวิจัยฯ DBSV คาดการณ์ไว้ 15% ยังรองรับการปรับขึ้นของ SET Index ได้ โดย ณ ระดับดัชนี 1461 จุด ตลาดหุ้นไทยมีค่า P/E ปี 2556 เท่ากับ 13.75 เท่า และมี PEG 0.9 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นใน ASEAN Link อย่างสิงคโปร์และมาเลเซียมี P/E ปี 2556 สูงกว่าโดยอยู่ใกล้เคียงกันที่ 15 เท่า และมี PEG เท่ากับ 1.7-2.0 เท่า
• หุ้นพื้นฐานแนะนำสัปดาห์นี้ เน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใส ได้รับประโยชน์จากการบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ไม่ถูกกระทบจากเงินบาทแข็งค่า และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในเกณฑ์ดี ซึ่งได้แก่ BECL (ปัจจัยหนุน คือ ส่วนแบ่งกำไรจาก TTW สูงขึ้นหลังเข้าถือเพิ่มอีก 11% จากเดิมที่ถือ 9%, กำไรจากการนำ CKP เข้าจดทะเบียนในตลาด และการปรับขึ้นอัตราค่าทางด่วนตั้งแต่ก.ย.56 เป็นต้นไป แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 46 บาท คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3.4%), TCAP (ได้รับประโยชน์จากการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์, สินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้ ROA เพิ่มขึ้น รวมทั้งใน 1Q56 จะมีการบันทึกกำไรจากการขาย TLIFE อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาท Valuation ยังต่ำ โดยซื้อขายที่ P/BV ปี 2556 ที่ 0.9 เท่า ขณะที่เฉลี่ยของกลุ่ม 2 เท่า แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 43 บาท คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3.5%) และ ROJNA (ยอดขายที่ดินในนิคมจ.ปราจีนบุรีสูงมาก โดยขณะนี้มียอดจองซื้อแล้วราว 2.1 พันไร่ ส่วนนิคมจ.ระยองมียอดขายแล้ว 600 ไร่ และคาดว่ายอดขายที่ดินจ.อยุธยาจะสูงขึ้นในปี 2556 หลังจากน้ำไม่ท่วมในปีก่อน และบริษัทสร้างเขื่อนล้อมรอบนิคมยาว 77 กม.เสร็จเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นบริษัทยังจะเข้าร่วมประมูลเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ (IPP) รอบใหม่กับพันธมิตรญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP ช่วงเดือนก.พ.56 นี้ แนะนำซื้อ โดยให้ราคาพื้นฐาน 15.60 บาท คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2556 เท่ากับ 3%