วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

จ่อประมูล'ไฮสปีด'ปลายปี จีนได้เปรียบราคา

สนข.ตั้งเป้าเดือนก.ย.56 เปิดประมูลคัดเลือกระบบรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางหลัก ยอมรับจีนได้เปรียบชาติอื่นด้านราคา

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยภายหลังการสัมมนารับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 1 โครงการศึกษาและออกแบบรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-พิษณุโลก วานนี้ (24 ม.ค.) ว่า การศึกษาโครงการจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ระยะที่ 1 เส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก และระยะที่ 2 เส้นทางพิษณุโลก-เชียงใหม่

ทั้งนี้ การศึกษาระยะที่ 1 จะแล้วเสร็จกลางปีนี้ และประมาณเดือนก.ย.2556 รัฐบาลจะเปิดประกวดราคาแบบนานาชาติ เพื่อคัดเลือกระบบรถไฟความเร็วสูงว่าจะใช้ระบบของประเทศใด ซึ่งระบบนี้จะนำไปใช้กับโครงการรถไฟความเร็วสูงของไทยทั้งหมด 4 เส้นทาง ส่วนงานก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2557 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการระหว่างปี 2561-2562

ส่วนระยะที่ 2 เส้นทางพิษณุโลก-เชียงใหม่ จะทยอยก่อสร้างโดยระยะเวลาจะห่างกันไม่เกิน 2 ปี แต่งานระยะที่ 2 จะมีปัญหาเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าระยะที่ 1 ซึ่งเป็นทางราบ แต่งานระยะที่ 2 ต้องมีการเจาะอุโมงค์ผ่านภูเขา หรือทำสะพานข้ามพื้นที่บางส่วน แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะใช้ตามแนวเส้นทางรถไฟเดิม

สำหรับแนวทางการพัฒนารถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 680 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 3.87 แสนล้านบาท จะมีสถานีรวม 12 แห่ง ใช้ความเร็วเฉลี่ยประมาณ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมง สามารถขนส่งผู้โดยสารได้ประมาณ 800 คนต่อเที่ยว ค่าโดยสารเฉลี่ยกิโลเมตรละ 2.50 บาท หรือตลอดเส้นทางไม่เกิน 2,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการประกวดราคาเพื่อคัดเลือกระบบรถไฟความเร็วสูง นั้น ไทยจะกำหนดมาตรฐานกลางของระบบรถไฟความเร็วสูงที่ต้องการ โดยกำหนดรายละเอียดของระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ เพื่อให้ผู้ผลิตระบบรถไฟความเร็วสูงทุกชาติสามารถเข้าร่วมประกวดราคาได้ เมื่อทุกชาติมีสิทธิ์เข้าร่วมด้านเทคนิคจะเหลือเพียงการแข่งขันด้านราคาที่ต้องต่อสู้กัน คาดว่าระบบรถไฟความเร็วสูงที่ได้จะเป็นระบบผสม ลักษณะเหมือนกับจีนที่ดัดแปลงระบบรถไฟความเร็วสูงของยุโรปจนเป็นระบบของตัวเอง

"ระบบรถไฟความเร็วสูงต้องเป็นระบบที่ใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งจีนได้เปรียบเพราะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมากที่สุด สามารถนำกำลังผลิตที่เหลือจากความต้องการภายในประเทศมาแข่งขันในราคาต่ำได้ แต่เชื่อว่าญี่ปุ่นสามารถแข่งขันได้เช่นกัน แม้ระบบรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นจะแตกต่างจากระบบอื่น แต่ที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถพัฒนาใช้กับระบบรถไฟความเร็วสูงของอังกฤษได้"

ส่วนการบริหารโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น เบื้องต้นจะจัดตั้งองค์กรใหม่ อาจอยู่ในรูปบริษัท โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ และอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงคมนาคม ทำหน้าที่บริหารโครงการรถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 เส้นทาง เพื่อให้การทำงานเป็นอิสระและมีคล่องตัวในการบริหารงาน โดยบริษัทนี้จะมีสัดส่วนรายได้จากค่าโดยสารประมาณ 30% ส่วนอีก 70% มาจากการบริหารพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริเวณสถานีและพื้นที่โดยรอบ