"กิตติรัตน์"เผยเตรียมถกผู้ส่งออก หามาตรการบรรเทาผลกระทบบาทแข็ง เล็งผ่อนคลายกฎเกณฑ์ระยะเวลาการแลกคืนเงิน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับผู้ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า โดยเบื้องต้นได้รับทราบมาจากทางผู้ส่งออกว่า ต้องการให้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ แนวทางปฏิบัติในกรณีที่ผู้ส่งออกมีรายได้เป็นเงินสกุลต่างประเทศ และมีระเบียบให้แลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทภายในระยะเวลาอันสั้น ส่วนนี้ต้องการให้ยืดระยะเวลาออกไป จะเป็นมาตรการที่ช่วยผ่อนคลายผลกระทบได้ และหากมีระเบียบอะไรที่เร่งให้ซื้อเงินบาท ส่วนนี้หน่วยงานผู้ปฏิบัติที่รับผิดชอบก็ต้องไปผ่อนเกณฑ์ลง
"ผมยืนยันว่าไม่ชอบให้ค่าเงินบาทแข็ง พูดมาตั้งแต่ตอนค่าเงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯแล้ว และจะยังคงยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เป็นกลไกที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งจะรวมไปถึงการกู้เงินเพื่อทำโครงการต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายคมนาคม2ล้านล้านบาท ก็จะกู้เงินบาทเป็นหลัก จะไม่กู้เงินตราต่างประเทศ แล้วมาแลกกลับเป็นเงินบาทเพื่อให้เป็นภาระ รวมไปถึงการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์จากต่างประเทศจะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าขึ้น"
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะมีมาตรการในการรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยไม่ใช้การลดดอกเบี้ย หรือแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยวิธีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราสวนทิศทางกับประเทศอื่น เพราะจะเพิ่มความเสี่ยง และไม่มีประโยชน์ ขณะที่หน่วยงานอื่นก็ยังมีมาตรการด้านการคลังที่จะช่วยในการแก้ปัญหาด้วย ทั้งนี้ค่าเงินสกุลต่างๆในโลกนี้จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ และมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยนด้วย ถ้าญี่ปุ่นใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบหรือคิวอี เป็นจำนวนมากเหมือนกับสหรัฐฯ ในส่วนของค่าเงินบาทจะต้องดูว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าหรือประเทศคู่แข่งค่าเงินแข็งค่าขึ้นหรือไม่ เพราะทุกประเทศค่าเงินก็แข็งค่าขึ้นเหมือนกัน หากประเทศใดใช้มาตรการทำให้ค่าเงินไม่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ค่าเงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯค่าเงินอ่อนลงจากการอัดฉีดเงินเดข้าสู่ระบบ









