"ปรีดิยาธร"จวกรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"ไม่รักษาวินัยการคลัง โหมโรง"ประชานิยม"แบบมักง่าย ไม่ละอายบาป หนี้สาธารณะพุ่ง
ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีตรัฐรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในการสัมมนาหัวข้อ"โจทย์ท้าทาย อนาคตเศรษฐกิจไทย"ว่า โจทย์ท้าทายอนาคตเศรษฐกิจไทย มีอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านหนทางเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างไร และ ด้านการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง
ทั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่า ปัจจัยที่หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากอะไร โดยก่อนปี 2500 ประเทศไทยเจริญเติบโตด้วยภาคเกษตรกรรม มีการส่งออกพืชผลและแร่ มีการค้าขายในประเทศ โดยเศรษฐกิจมีการเติบโตไม่ถึง 5%แต่พอหลังจากปี 2500-2525 ไทยเปิดประเทศมากขึ้นมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศ มีการเพิ่มอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า (ปลายน้ำ) ส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป และธุรกิจบริการอื่นๆ ซึ่งเศรษฐกิจโตถึง 6-7%
และเมื่อปี 2525-2550 ประเทศไทยเดินหน้าอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบมีอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นส่วนของ Supply Chain ของภูมิภาคและโลก ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดอย่างมาก มีการส่งออกสินค้าหลากหลายประเภททุกรูปแบบ ธุรกิจบริการก้าวหน้า โดยเศรษฐกิจช่วงนั้นโต 8-10%
แต่หลังปี 2550 เศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง 4-5% เนื่องจากแรงงานเริ่มขาดแคลนทำให้ต้องจ้างแรงงานต่างชาติ พื้นที่สำหรับลงทุนมีจำกัดลง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า การบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ไม่ดูแลรักษาเรื่องวินัยการเงินการคลังให้ดี นโยบายประชานิยมที่นำมาใช้เป็นการหาคะแนนนิยมด้วยวิธีการที่มักง่าย ขาดความละอายต่อบาป(หิริโอตัปปะ) ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายต่องบประมาณของแผ่นดิน โดยผลเสียจะไปตกกับรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารงานต่อจากรัฐบาลนี้ และคงเป็นเรื่องยากที่จะหาแนวทางป้องกันไม่ให้มีการนำงบประมาณไปใช้ในการสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง
ทั้งนี้ ยอดหนี้สาธารณะก่อนขาดทุนรับจำนำข้าวอยู่ที่ 8.6 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าหากดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป หนี้สาธารณะ ณ สิ้น เดือนกันยายน ปี 2562 จะอยู่ที่ 10.3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 63.7% ของ GDP









