ผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่ง แต่กำไรลดจากการตั้งสำรอง
กำไรสุทธิ 4Q55 ลดลง 29% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 54%YoY
กลุ่มธนาคารรายงานผลประกอบการ 4Q55 มีกำไรสุทธิรวมกัน 30,824 ล้านบาท ลดลง 29% QoQ แม้ว่าเกือบทุกธนาคารจะมีรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามสินเชื่อ และ มีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกิดจากมีธุรกรรมจำนวนมากช่วงปลายปี แต่ค่าใช้จ่ายที่ปกติที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายประกอบกับการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะ KTB ที่มีการตั้งถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากปกติที่มีการตั้งเพียง 1.5 พันล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ 4Q54 กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น 54% YoY เนื่องจากทั้งรายได้ดอกเบี้ย และไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มธนาคารยังได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคลลง
สินเชื่อยังเติบโตอีก 3.7%QoQ และจบปีด้วยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 13.4%YTD
ใน 4Q55 เป็นไตรมาสที่กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 3.7%QoQ จาก 3 ไตรมาสที่ผ่านมามีสินเชื่อเพิ่มขึ้นเฉลี่ยไตรมาสละ 3% และทำให้ทั้งปี 2555 กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 13.4% โดยทุกธนาคารปล่อยสินเชื่อได้เกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ มีเพียง KTB ธนาคารเดียวที่ปล่อยสินเชื่อได้ต่ำกว่าเป้า สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย จะเห็นได้ว่าธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตโดดเด่นในปีนี้ไม่ว่าจะเป็น TISCO TCAP SCB และ BAY จะเป็นธนาคารที่ทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงการรถคันแรกของรัฐบาล ส่วน LHBANK ซึ่งเป็นธนาคารที่มีสินเชื่อขยายตัวมากที่สุดในปี 2555 นั้น ได้มีนโยบายที่จะปล่อยสินเชื่อธุรกิจเพิ่มมากขึ้นหลังจากได้ยกสถานะมาเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ จากเดิมที่ฐานสินเชื่อส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อบ้าน
สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นมากช่วยทำให้สัดส่วน NPL ลดลง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยทรงตัว
เราเห็นความพยายามของกลุ่มธนาคารในการที่จะลดระดับ NPL ลงทำให้ใน 4Q55 ธนาคารส่วนใหญ่มีปริมาณ NPL ลดต่ำลง มีเพียง KBANK LHBANK และ TISCO ที่มีปริมาณ NPL เพิ่มสูงขึ้น แต่สินเชื่อที่ปล่อยได้เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมของทุกธนาคารลดต่ำลง และทำให้ KBANK เป็นธนาคารเดียวในไตรมาสนี้ที่มีทั้งปริมาณ NPL และสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่หลายธนาคารมีการตั้งสำรองมากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำไรลดต่ำลง ส่งผลให้สัดส่วนสำรองต่อ NPL เพิ่มขึ้นมาเป็น 125% จาก 118% ใน 3Q55 เราสังเกตเห็นถึงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มธนาคารที่ลดต่ำลงเนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นจากการแข่งขันกันระดมเงินฝาก และการจ่ายเงินสมทบให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯและใน 4Q55 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารทรงตัวที่ 3.05% โดยมีหลายธนาคารที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยดีขึ้น โดยเฉพาะ LHBANK และ TMB ที่มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้นมาก
เลือก SCB และ TCAP เป็น Top pick ของกลุ่ม
เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนของหุ้นในกลุ่มธนาคาร “มากกว่าตลาด” เนื่องจากเรายังมองว่ากลุ่มธนาคารจะยังคงมีการเติบโตได้ในปี 2556 จากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อตอบสนองต่อการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล และน่าจะทำให้ SME ได้รับผลดีไปด้วย ในส่วนของสินเชื่อรายย่อย เรายังคาดว่าธนาคารจะยังได้ประโยชน์จากรถที่รอส่งมอบตามโครงการรถคันแรกไปจนถึงกลางปี 2556 และการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท น่าจะดีต่อสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เรายังคงเลือก SCB (มูลค่าเหมาะสม 211 บาท) เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ เนื่องจากนโยบายเติบโตเชิงรุกจะทำให้ SCB มีการเติบโตที่โดดเด่นกว่ากลุ่มในปี 2556 ได้ ส่วน TCAP (มูลค่าเหมาะสม 46 บาท) จะมีผลประกอบการ 1Q56 รวมไปถึงทั้งปี 2556 เติบโตสูง เนื่องจากการขายธุรกิจประกัน การซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัดความเสี่ยงทางลงของราคาหุ้น และเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายกันในระดับ P/BV ต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคาร
LHBANK มีกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุด QoQ ส่วน BAY เพิ่มขึ้นมากที่สุด YoY
เมื่อเทียบกับ 3Q55 กลุ่มธนาคารมีผลประกอบการลดลง โดยตัวฉุดสำคัญคือการตั้งสำรองจำนวนมากของ TMB และ KTB ซึ่งทำให้ TMB มีผลประกอบการขาดทุนถึง 2.1 พันล้านบาท และเป็นธนาคารที่มีผลประกอบการลดลงมากที่สุดถึง 248%QoQ ส่วน KTB ผลประกอบการยังมีกำไรสุทธิ 931 แต่ก็ลดลงจากไตรมาสก่อนถึง 90%QoQ LHBANK เป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับ 3Q55 โดยเพิ่มขึ้น 28%QoQ จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ แต่เมื่อเทียบกับ 4Q54 กลุ่มธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 54%YoY โดยมีเพียง TMB ที่มีผลประกอบการขาดทุน เพียงธนาคารเดียวที่มีผลประกอบการลดต่ำลง นอกนั้นธนาคารที่เหลือมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นทั้งหมด โดย BAY เป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 686%YoY จากทั้งรายได้ดอกเบี้ย และไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น การตั้งสำรองและภาระภาษีลดต่ำลง








