ใครจะคิดว่าไข่ไก่ฟองรีๆ ก็สามารถเป็นบทเรียนชีวิตดีๆ ให้กับผู้คนได้เช่นเดียวกับโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนในมูลนิธิพัฒนาชนบท
ไข่ไก่ จากแม่ไก่สายพันธุ์ดีที่เรียงรายอยู่ในโรงเรือนของโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน กว่า 400 โรงเรียนทั่วประเทศ คือผลงานของ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ที่ก่อตั้งมานานกว่า 25 ปี
นี่คือหนึ่งเรื่องเล่าเล็กๆ จากมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท องค์กรสาธารณะประโยชน์ที่ซี.พี.ผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2530 เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ที่พวกเขาได้ขับเคลื่อนพันธกิจ “ดี 3 ประการ” คือ คนดี พลเมืองดี อาชีพดี ด้วยการส่งเสริมให้คนเป็นคนดี มีวินัย มีความรับผิดชอบ ทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และส่งเสริมให้มีการจัดการอาชีพที่ดี
วิธีคิดเพื่อสังคมที่ใช้พื้นฐานความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรของพวกเขา มาร่วมมือกับเครือข่ายในสังคม เพื่อหวังให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และแผ่ขยายความช่วยเหลือนี้ไปยังผู้อื่นต่อไป
บทเรียนวิชาเลี้ยงไก่ไข่ ที่ส่งมอบให้กับโรงเรียนกว่า 400 โรงเรียน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็กไทยกว่า 84,000 ราย และหวังขยายผลให้ได้ถึง 500 โรงเรียนในปีนี้
สำคัญกว่านั้น คือ “องค์ความรู้” ตลอดเส้นทาง ได้ย้อนกลับมาเป็น “โมเดลในการพัฒนาชนบท” คู่มือการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมแบบฉบับซีพีเอฟ
“ในช่วงแรกที่นำไก่ไข่ไปเลี้ยงตามโรงเรียน ก็เลี้ยงได้สำเร็จนะ แต่สำเร็จเฉพาะการเลี้ยงไก่ไข่ ไม่สำเร็จในเรื่องการจัดการเงิน เรียกว่าเขาเก็บเงินไม่เป็น ให้อาชีพไปแต่ทำไม่เป็น พอหมดรุ่นก็มาขออีก เราบอกว่านี่ไม่ใช่แล้ว แบบนี้ไม่ยั่งยืน”
บทเรียนเริ่มต้น ที่ “อภัยชนม์ วัชรสินธุ์” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ ในฐานะกรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทฯ บอกกับเรา
การสร้างโรงเรือน ให้อุปกรณ์ พันธุ์ไก่ และอาหาร และความรู้ด้านการเลี้ยงไก่ไข่ แต่ไม่ได้ถูกเติมเต็มความรู้ด้านการบริการจัดการลงไป กลายเป็นจุดอ่อนของโครงการในยุคเริ่มต้น ที่พวกเขาถอดบทเรียนออกมาได้
สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เด็กได้กินไข่ แต่ไข่ไก่ที่เหลือจากการกินไม่ได้ถูกนำไปบริหารจัดการให้เกิดมูลค่า
“เราก็เสนอไปว่า ไข่ไก่ คือ Profit Center คือศูนย์กำไรของตัวเองนะ มันเก็บเงินได้ ฉะนั้นต้องขายให้กับโครงการเกษตรอาหารกลางวันของโรงเรียน ไม่ได้ให้ไข่ไปกินฟรี แต่โรงเรียนจะมีงบจากกองทุนอาหารกลางวันอยู่แล้ว ส่วนวัน เสาร์-อาทิตย์ ที่มีไข่เหลือก็ขายให้กับชุมชน”
จากแค่เลี้ยงไก่ไข่ โรงเรียนก็เริ่มมาเรียนรู้การทำระบบบัญชี วางแผนการตลาด บริหารเงินทุนหมุนเวียน เพื่อนำกลับมาซื้อพันธุ์ไก่ และอาหารในรุ่นต่อๆ ไป ขณะที่รายได้ที่เข้ามา ก็จะนำมาเข้าบัญชีโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนของโรงเรียน แน่นอนว่าแม้แต่ผอ.ก็จะใช้สิทธิ์เบิกจ่ายคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีคณะกรรมการการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมดูแล เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเม็ดเงิน
“ส่วนที่เหลือจากการกิน เขาก็สามารถขายให้กับชุมชนในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แต่ไม่ขาดทุน โดยเราจะสอนเขาเรื่องการคิดต้นทุนไข่ที่เลี้ยงเอง และไม่ต้องขนไปขายในเมือง แต่ขายให้ชุมชนตรงนั้นกลายเป็นสวัสดิการชุมชนที่จะซื้อไข่ในราคาถูก”
ความสำเร็จหรือความยั่งยืน คงไม่ใช่แค่การให้ไก่ หรือให้อาหารเท่านั้น แต่คือการให้ ความรู้
“การุณ แสนวิเศษ” รองกรรมการผู้จัดการ ด้านพัฒนาสังคม บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท บอกว่า หัวใจสำคัญคือ “องค์ความรู้” ที่พวกเขาถ่ายทอดไปยังโรงเรียนเครือข่าย ความรู้ดีๆ ที่จะปลูกฝังให้กับเด็กๆ และติดตัวพวกเขาไปเมื่อเติบใหญ่
“หน้าที่ดูแลไก่ไข่ ไม่ได้เป็นของคุณครู แต่ต้องจัดการให้เด็กนักเรียนที่อยู่ใกล้โรงเรียน หมุนเวียนกันมารับผิดชอบ เขาก็จะได้เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงไก่ไข่ และสามารถนำมาประกอบอาชีพได้ ถ้าไม่ได้เรียนต่อในอนาคต”
โดยจูงใจเด็กๆ ด้วยการให้ค่าตอบแทนเป็นไข่ไก่ อาจแค่วันละฟองสองฟอง แต่สะสมไว้เด็กๆ ก็จะมีไข่ไก่ไปกินเต็มอิ่มกับครอบครัวที่บ้าน ที่สำคัญเด็กๆ จะภูมิใจในตัวเอง มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สูงกว่าโปรตีนจากไข่
โรงเรียนไหนบริหารจัดการดี สิ่งที่ตามมาไม่เพียงผลผลิตจากไข่ แต่ยังสามารถขยายผลไปสู่ การปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา แน่นอนว่าผลผลิตที่ได้ไม่เพียงสิ่งที่เรียกว่า อาหาร แต่คือการได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ และลงมือทำจริง
จากความรู้ที่ใส่เติม ก็ดำเนินการควบคู่เปลี่ยนทัศนคติในอาชีพเกษตร ทั้งกับคุณครู ผู้ปกครอง หรือแม้แต่เด็กๆ
“ช่วยไปรุ่นแรก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ช่วยรุ่นต่อๆ ไป เพียงแต่เขาต้องซื้อพันธุ์สัตว์ซื้ออาหารเองเพราะต้องการให้เกิดความยั่งยืนและอยู่ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขว่า ต้องซื้อจากเราเท่านั้น แต่เราจะสนับสนุนสมาชิกโดยจะให้ราคาพิเศษ ซึ่งทั้งหมดก็เพื่อต้องการให้เขาเกิดกระบวนการเรียนรู้ เพราะถ้าช่วยรุ่นแรกแล้วรุ่น 2-3 ก็ยังช่วยอีก เราเรียกว่า..ล้มเหลว”
แม้ซีพีเอฟมีความรู้เรื่องการเกษตร การสร้างอาชีพ และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งทุนสมองและกำลังทรัพย์ แต่พวกเขาก็ไม่เลือกทำงานคนเดียว
บทเรียนสำคัญที่ผ่านมา คือการใช้ความเชี่ยวชาญไปทำงานร่วมกับเหล่าพันธมิตร ทั้งเครือข่ายภาคสังคม รัฐและเอกชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลในวงกว้างมากขึ้น
เช่นเดียวกับความร่วมมือกับ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ภายใต้ “กองทุนเพื่อการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21” ในการสนับสนุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่ ที่ขยายผลจากสัญญาเริ่มต้น 10 ปี มาเข้าสู่ปีที่ 13 แล้วในวันนี้
“สุปรี เบ้าสิงห์สวย” กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท บอกเหตุผลที่กลายมาเป็นวิถีแห่งความสำเร็จของโครงการ สะท้อนจากมุมมองของนักธุรกิจญี่ปุ่น
นั่นคือโครงการที่ชาวบ้านในชุมชนมองเห็นประโยชน์ ซึ่งนอกจากจะส่งผลถึงลูกหลานของเขาให้มีอาหารการกินที่ดี มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ ชาวบ้านยังรู้สึกมีส่วนร่วมกับโครงการด้วย
ขณะที่เหล่าคุณครูก็มองว่า สิ่งที่โรงเรียนได้รับคือ เกิด“หลักสูตรท้องถิ่น” ทั้งการเลี้ยงไก่ไข่ การจัดการอาชีพเกษตร องค์ความรู้ ที่เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ เพื่อที่เด็กๆ สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ในอนาคต
และเมื่อนำต้นทุนที่ใช้ต่อโครงการ ทั้งโรงเรือน อุปกรณ์การเลี้ยง พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ และองค์ความรู้ กว่า 2 แสนบาท ต่อโรงเรียน แต่ผลที่ผ่านมาคือ เงินเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน ทว่าก่อเกิดเป็นกองทุนหมุนเวียนในโรงเรียน ถึงประมาณ 80% ของเงินทุนที่ลงไป กลายเป็นทุนหมุนเวียนต่อ และสามารถนำไปใช้ในโครงการอื่นได้
สำคัญกว่านั้น คือการไม่ทำงานคนเดียว แต่เป็นโครงการที่มีความร่วมมือจากหลายๆภาคส่วน
“อย่างที่โรงเรียนอมก๋อยวิทยา JCC ให้พันธุ์ไก่มา 200 ตัว มูลนิธิฯ ก็เข้าไปร่วม แต่ปรากฎว่าในพิธีเปิดมีไก่ถึง 400 ตัว ญี่ปุ่นถามว่ามาได้อย่างไร ก็พบว่า ผอ.โรงเรียนไปทำการตลาดเชิงชุมชน โดยเชิญสโมสรโรตารี พ่อค้าในระดับอำเภอ เทศบาล และหน่วยงานต่างๆ มาช่วยกัน ซึ่งญี่ปุ่นมองว่า น่าสนใจมาก”
นั่นคือเหตุผลที่สัญญาความร่วมมือถูกดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ และยังกลายเป็นองค์ความรู้ที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ผ่านการประชุมหอการค้าญี่ปุ่นโลกในช่วงที่ผ่านมา
“นี่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงไก่ไข่ แต่คือโมเดลในการพัฒนาชนบท”
เขาตอกย้ำสิ่งที่ได้จากการถอดบทเรียนตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สู่สูตรแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืนแบบ“ซีพีเอฟ”





