แม้หลายบริษัท จะก้าวผ่านปี2555 มาได้ด้วยผลประกอบการ "สวยหรู" หากเทียบกับปี2554 ที่ต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วม
แต่ทิศทางการบริหารธุรกิจในปีนี้ เครื่องยนต์ธุรกิจจะเทคออฟ บินขึ้นเพดานสูง จากแรงส่งในปีก่อนหรือไม่ อย่างไร คงต้องจับตาปัจจัยภายนอก ทั้งวิกฤติยูโรโซน และเศรษฐกิจในสหรัฐฯต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยภายใน ไม่สามารถละเลยปัญหาการเมืองไปได้
ในช่วงที่ผ่านมา "ลับคมธุรกิจ" ได้เปิดมุมมอง นักธุรกิจ นักบริหารหลายท่าน ซึ่งก็มีทั้งมองมุมเดียวและมองมุมต่าง
วันนี้มาสัมผัสกับอีกมุมมองจาก "ซีอีโอ" ที่ทำผลงานสำเร็จอย่างงดงามในปีที่ผ่านมา "บุญยง ตันสกุล" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเขาบอกว่าในปี 2555 ต้องถือว่ามีปัจจัยบวกดีกว่าปี 2554 ด้วยไม่มีปัญหาการเมืองและน้ำท่วม แม้ปัจจัยนอกประเทศไทยจะ "ไม่ดี" จากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป และสหรัฐฯก็ตาม
แต่ในที่สุด "จีดีพี" ประเทศไทยสามารถเติบโตได้ในอัตรา 5%
ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ ยังคงต้องจับตาปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติยูโรโซน หรือ "หน้าผาการคลัง" ที่สหรัฐฯ แต่เชื่อว่าจะหาทางออกได้ในที่สุด ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ยังไม่คลี่คลาย ประเทศไทยจะต้องมีนโยบายบริหารไม่ให้กระทบเศรษฐกิจไทย
"เอกชนไทยมีความเข้มแข็งและคนไทยมีความสามารถ เชื่อว่าด้วยตลาดที่เปิดเสรีในเวทีโลก หลายธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตในปีนี่"
แต่ปัญหาที่รัฐบาลและผู้บริหารประเทศ จะต้องให้ความสำคัญ คือ การกำหนดนโยบายที่มีความต่อเนื่อง เพราะเมื่อเอกชนลงทุนไปแล้ว หากเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย กระทั่งไม่มีความต่อเนื่องจะเกิดความเสียหายได้
อีกปัจจัยภายในที่ต้องจับตา คือ การเคลื่อนย้ายแรงงานจากนโยบายภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง 300 บาท/วัน ทั่วประเทศและโครงการรับจำนำข้าว
แต่ยังเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ จีดีพี จะเติบโตในอัตราเดียวกับปีก่อนไม่น้อยกว่า 5% และจะเป็นแรงส่งสำคัญให้ปี56-57 เติบโตได้อีก หากไม่ต้องเผชิญปัจจัยลบทางการเมือง
สำหรับดำเนินงานของ ซิงเกอร์ ในปี 2555 นับเป็นปีที่ดีที่สุดในรอบ 11 ปี ด้วยอัตราการเติบโตของกำไรงวด 9เดือน ถือว่าสูงกว่าทั้งปี 2554 คาดว่าในปี 2555 น่าจะทำกำไรได้ราว 200 ล้านบาท รายได้อาจโตถึง 25% จากปกติโต 10-15% โดยไตรมาสสุดท้ายปี 2555 ถือว่าดีกว่าทุกไตรมาส จากแผนรุกตลาดต่างจังหวัดครอบคลุมระดับ "หมู่บ้าน" พร้อมกระตุ้นทีมขายด้วยการให้อินเซนทีฟต่างๆ เพื่อให้ออกไปพบปะลูกค้า
ในปี 2556 ถือเป็นยุคใหม่ของซิงเกอร์ ที่จะทำตลาดเชิงรุก ด้วยการตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท คือ "ซิงเกอร์ ลิสซิ่ง" และ "ซิงเกอร์ เซอร์วิส พลัส"
"ถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในทุกด้านของซิงเกอร์ ที่มีประสบการณ์การทำงานมากว่า 100 ปี นำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์หาโอกาสเติบโตในตลาดใหม่ๆ"
ภายใต้โครงสร้างใหม่ของซิงเกอร์ ประกอบไปด้วย 4 ธุรกิจ คือ 1.บริษัทแม่ ซิงเกอร์ ประเทศไทย ทำธุรกิจครบ 124 ปี ในปี 2556 ถือเป็นองค์กรเก่าแก่ที่อยู่มายาวนาน โดยปีนี้กำหนดภารกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า รวมทั้ง
แบรนด์อื่นๆ นอกจากซิงเกอร์ และจำหน่ายผ่านดิลเลอร์ที่ไม่ใช่ ซิงเกอร์ รวมทั้งขยายงานโปรเจค เช่น อสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงแรมในต่างจังหวัด เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากจาก "ตั้งรับ"เป็น "เชิงรุก" พร้อมทั้งหาโอกาสทำธุรกิจเพิ่มเติมใน สปป.ลาว ที่เข้าไปทำตลาดมาแล้วกว่า 17 ปี หลังจากนี้จะรุกตลาดพม่า ด้วยการหาพันธมิตรและคู่ค้า จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยกำลังเลือกโมเดลธุรกิจว่าจะเป็น เงินผ่อนหรือขายเงินสด
2. ซิงเกอร์ โบรกเกอร์ การเป็นตัวแทนขายประกัน ให้กับเมืองไทยประกันชีวิต โดยใช้เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของซิงเกอร์ ซึ่งนับเป็นอีกรายได้ให้กับบริษัทและตัวแทนขาย โดยอยู่ระหว่างพิจารณาจำหน่ายสินค้าอื่นๆ เพิ่มเติม
3. ซิงเกอร์ ลิสซิ่ง เป็นการแยกฝ่ายสินเชื่อ ออกมาตั้งบริษัทและบริหารเฉพาะทาง เพื่อโฟกัสและปรับเปลี่ยนนโยบายการให้สินเชื่อ เพื่อหาโอกาสเติบโตก้าวกระโดด รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีคู่แข่งรายใหม่ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมทั้งรุกออกไปทำตลาดในอาเซียน โดยในปี56 ได้ลงทุนรถยนต์ 500 คัน เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงในทุกสถานที่ ที่มี"ถนน" โดยมีเป้าหมายครอบคลุม 8 หมื่นหมู่บ้านในประเทศไทย และขยายไปยังเพื่อนบ้านชายแดน โดยวางเป้าหมายเพิ่มรถยนต์ให้ได้ 1,000 คัน ปี2558-2559
และ 4.ซิงเกอร์ เซอร์วิส พลัส วางภารกิจให้ "ช่างข้างบ้าน" ที่ทุกคนรู้จักและรับซ่อมสินค้าทุกแบรนด์
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว ซิงเกอร์จะเป็น "เป็นกองทัพที่เข้มแข็งในปีนี้ ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกพื้นที่จะเพิ่มโอกาสการขาย ด้วยเป้าหมายรักษาการเติบโตให้ได้ 20% หรือ ยอดขาย ประมาณ 3,000 ล้านบาท
เป็นการตั้งเป้าหมายที่ ซีอีโอ บอกว่า" สูงแค่ไหน เราก็ต้องไปให้ถึง"!!!






