"พยุงศักดิ์"เล็งเสนอรัฐบาลของบ 1.3 หมื่นล้าน ตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าแรง 300 บาท
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยก่อนการบรรยายพิเศษ เรื่องภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2556 และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบ การ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันนี้ (16 ม.ค.)ว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตั้งแต่เดือนเมษายน 2555 จนถึงเดือนมกราคม ระยะเวลา 9 เดือน ส่งผลให้ 29 จังหวัดค่าแรงเพิ่มขึ้น 80-90% เป็นการปรับขึ้นที่ไม่ปกติ ขณะที่ 27 มาตรการของรัฐบาลทั้งด้านการเงิน การคลัง การปรับปรุงคุณภาพ การลดค่าใช้จ่ายยังไม่แรงพอที่จะช่วยเอสเอ็มอีที่กำลังเผชิญมรสุมอย่างหนักได้
ทั้งนี้ส.อ.ท.เตรียมเสนอรัฐบาลให้มีการตั้งกองทุนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลประทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีขนาดแรงงานต่ำกว่า 200 คน โดยจาก การสำรวจข้อมูลจากระทรวงแรงงาน พบว่ามีแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีค่าแรงต่ำกว่า 300 บาทในระบบจำนวน 1 ล้านคน คาดว่าปีแรกจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1.3 หมื่นล้านบาทโดยส.อ.ท. ตั้งเป้าว่ามาตรการดังกล่าวจะเห็นภาพชัดเจนภายใน 2-3 เดือนหลังจากนี้
"ตอนนี้ส.อ.ท.เองก็ทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอด เราเสนอประเด็นดังกล่าวไปหลายครั้งแล้วแต่ภาครัฐยังไม่ตกผลึก ยังไม่แน่ใจมีงบประมาณช่วยเหลือหรือไม่ หากช่วยแล้วจะถูกต้อง หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เราอยากให้ช่วยเหลือคนที่มีเปอร์เซ็นของค่าแรงในค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบก่อน เช่น กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีค่าแรงสูง 30% ของต้นทุนสินค้าหรือยอดขายสินค้า จะทำให้ต้น ทุนเพิ่มเป็น 80% เป็นการยากที่จะประคับประคอง" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ในส่วนของภาคเอกชนเองก็เดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้จัดตั้งโครงการเอสเอ็มอี วีแคร์ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา เพื่อประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและ เอกชนช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทั้งเรื่องการช่วยเหลือแหล่งเงินทุนผ่านทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารไทยพาณิชย์ การลดต้นทุนโลจิสติกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต เป็นต้น ทั้งช่วยเหลือในการสร้างโปรดักติวิตี้ การปรับปรุงประสิทธิภาพ การตลาด การบริหารจัดการ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี คาดว่าจะเปิดต่อเนื่อง 2-3 ปี
นายพยุงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการทำงานของส.อ.ท.เอง เราก็ทำงานเป็นคณะกรรมการที่ทำงานปกติมาโดยตลอด ผมยืนยันว่าตอนนี้ส.อ.ท.มีประธานคนเดียว คือตนเอง ผมคิดว่า สิ่งที่เราได้ทำกับภาคเอกชนกันเอง การบริหารจัดการทำเหมือนเดิม คณะกรรมการต่างๆ ก็ยังเป็นชุดเดิมอยู่ มีเปลี่ยนแปลงหน้าที่บ้างสำหรับคนที่อาจจะไม่ได้เข้ามาในหน้าที่ เพื่อให้งานเดินต่อ ที่ผ่าน มาก็ทำงานร่วมกับทั้งรัฐ ราชการ เอกชน องค์กรระหว่างประเทศ ก็ราบรื่นดี ผมว่าหน่วยงานที่อื่นเข้าใจ ไม่น่าจะมีปัญหา
"สิ่งที่เราต้องทำเร่งด่วนคือต้องเข้าไปช่วยเอสเอ็มอี เพราะเป็นรากฐานเศรษฐกิจของเรา เอสเอ็มดีมีหลายแบบ เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องต้องช่วยเหลือ อย่า ไปกดดันเรื่องค่าแรงจนเกินไป จริงๆ คงต้องมีโอกาสเข้าไปส่งเสริมให้เค้ายืนหยัดได้ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศคงต้องปรับการแข่งขัน เข้าใจว่าตอนนี้ตลาดในประเทศค่อนข้างดี จากการ สำรวจความเชื่อมั่นของหลายค่ายการบริโภคในประเทศค่อนข้างดี" นายพยุงศักดิ์ กล่าว







