คาดหวังการเติบโตต่อได้ แต่อาจต้องแลกมาด้วยเงินปันผลที่ลดลง
ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 12 – 15%
จากการเข้าพบผู้บริหารของ TISCO ได้เปิดเผยถึงเป้าการปล่อยสินเชื่อในปี 2556 ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 12 - 15% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชะลอลงจากปี 2555 ที่ TISCO สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้ถึง 34% โดยสินเชื่อจะยังเติบโตต่อเนื่องได้ดีในครึ่งแรกของปี 2556 เนื่องจากจะยังมีสินเชื่อเช่าซื้อจารถที่รอส่งมอบตามโครงการรถคันแรกเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และอาจจะเริ่มชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากสินเชื่อส่วนนี้เริ่มหมดไป
คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยฟื้นตัวในปี 2556
TISCO มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดต่ำลงค่อนข้างมากในปี 2555 เหลือ 2.6% จากปี 2554 อยู่ที่ 3.3% เนื่องจากต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มสูงขึ้น และผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดต่ำลง เนื่องจากการปล่อยกู้ให้กับสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่ในปี 2556 ทาง TISCO คาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจาก TISCO มีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถเก่า และต้นทุนเงินฝากเริ่มทรงตัว ซึ่งน่าจะช่วยให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นได้
ต้องปรับลดเงินปันผล แลกกับการเติบโต
TISCO มีเงินกองทุนรวม 13% และเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 9.1% เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ณ 3Q55 ที่มีค่าเฉลี่ยเงินกองทุนทั้งสิ้น 15.5% และเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 11.1% อย่างไรก็ดีผู้บริหาร TISCO ยืนยันว่าเงินกองทุนที่มีอยู่เพียงพอ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนตามความกังวลของตลาด อย่างไรก็ดี การที่จะยังคงอัตราการเติบโตสูงไว้ได้อาจจะจำเป็นที่จะต้องลดระดับการจ่ายปันผลลง โดยเราคาดว่า TISCO จะเริ่มลดอัตราการจ่ายปันผลตั้งแต่เงินปันผลงวดปี 2555 โดยคาดว่าจะมีการจ่าย 2.40 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผล 4.7% จากเดิมที่เราคาดว่าจะมีการจ่าย 2.65 บาท/หุ้น
เงินปันผลลดลง แต่ยังสูงที่สุดในกลุ่ม แนะนำ “ซื้อ”
TISCO ยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับเงินกู้ที่ปล่อยให้กับ SSI แต่การเพิ่มทุนครั้งล่าสุดของ SSI จะทำให้ความกังวลในส่วนนี้ลดลงระดับลงในปีนี้ เรายังคาดหวังการเติบโตสูงของสินเชื่อในระดับสูงต่อเนื่องในปีนี้ ถึงแม้ว่าเงินปันผลจะลดลงแต่ยังเป็นระดับเงินปันผลตอบแทนที่สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร เรามองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงเมื่อวานนี้เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มทุน เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เมื่อเปรียบเทียบราคาปัจจุบันกับมูลค่าเหมาะสมของเราที่ 59 บาท มีส่วนต่างอยู่ 16% เราจึงแนะนำ “ซื้อ”









