กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติรอเวลา 2 เดือน หรือสิ้นเดือนมี.ค.นี้ รู้ผลปรับเงื่อนไขซื้อประกันภัยต่อหรือไม่ หลังภัยแล้งเริ่มเข้ามามีบทบาท
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ ล่าสุด วันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ถือกรมธรรม์ทั้งสิ้น 591,167 ฉบับ ทุนประกันภัยพิบัติ 62,985 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยพิบัติ 450 ล้านบาท ซึ่งมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนอยู่ที่ 47,864 ล้านบาท และมีเบี้ยประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนอยู่ที่ 359 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ มีกลุ่มผู้เอาประกันภัยบ้านที่อยู่อาศัยมากที่สุด คือ 539,946 ฉบับ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี 47,476 ฉบับ และอุตสาหกรรม 3,745 ฉบับ
ขณะนี้ กองทุนฯ ยังไม่เร่งรีบในการซื้อประกันภัยต่อต่างประเทศ เนื่องจากไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ เกิดขึ้น มีแต่เหตุการณ์ภัยแล้ง จึงหวังว่า อีก 2 เดือนข้างหน้า เบี้ยประกันภัยต่อต่างประเทศจะปรับลดลงได้อีก ในขณะที่สิ่งที่กองทุนฯ พิจารณาเห็นในขณะนี้ ก็คือ ความคุ้มครองต่างๆ ก็ได้มีการลดลงด้วย
"เราต้องการให้เบี้ยประกันภัยต่อต่างประเทศลดลงอีก จึงทำให้เราไม่รีบ เพราะต้องรอดูไปอีก 2 เดือน ดังนั้นช่วงนี้จึงไม่มีปัจจัยอะไรที่ต้องรีบซื้อประกันภัยต่อในตอนนี้ บวกกับ AON และ MARCH ซึ่งเป็นที่ปรึกษา 2 บริษัท ระบุว่าสถานการณ์ต่างๆ ตอนนี้ได้คลี่คลายไปเยอะแล้ว โดยได้เสนอแนวทางมาให้กองทุนพิจารณาแล้ว 1 แนวทาง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยรวมแล้วเมื่อดูจากแนวโน้มเราคาดว่าเบี้ยในอีก 2 เดือนจะถูกกว่านี้อีก ซึ่งเราตั้งไว้ในใจเอาไว้แล้ว"
ส่วนเบี้ยประกันภัยพิบัติที่กองทุนฯกำหนดนั้น สำหรับบ้านอยู่อาศัยกำหนดไว้ที่ 0.5% ของทุนประกัน เอสเอ็มอี กำหนดอัตราเบี้ยประกันเอาไว้ที่ 1% และอุตสาหกรรมกำหนดเอาไว้ที่ 1.25% แต่ขณะนี้สำหรับบ้านที่อยู่อาศัย มีบริษัทประกันภัย เสนอขายที่ต่ำกว่า 0.5% บางรายเสนอขายที่ 0.4% บางราย 0.3% ก็มี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะถือว่ากลไกในตลาดของธุรกิจประกันภัยได้ทำงานแล้ว
ดังนั้นบริษัทประกันรายใด ที่เสนอเบี้ยประกันได้ต่ำกว่า กองทุนฯก็ไม่ต้องนำส่งมาให้กับกองทุนฯ โดยสามารถรับเอาไว้เองได้เลย ส่วนเบี้ยประกันภัย ที่มีอยู่ประมาณ 400 ล้านบาท คงไม่สามารถนำไปลงทุนอะไรได้ เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง 40,000 ล้านบาท ซึ่งตามหลักโดยทั่วไปแล้วต้องนำไปสำรองเอาไว้
นายประเวช กล่าวว่า สำหรับบทบาทของกองทุน นอกเหนือจากนี้จะมีการเพิ่มความคุ้มครองได้หรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้เสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ ครม.พิจารณาอนุมัติ เนื่องจากกองทุนฯถูกจัดตั้งขึ้นมาให้คุ้มครองเฉพาะภัยพิบัติ ที่เกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ เท่านั้น
"หากให้กองทุนฯ เพิ่มความคุ้มครองข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และ ข้าวโพด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ครม. เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพราะการจะเพิ่มความคุ้มครองอะไร ถือว่าเป็นภาระของกองทุนฯ ส่วน รมว.คลัง จะเสนอเพิ่มความคุ้มครองหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการหารือกัน"









