วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนต่างชาติขายทำกำไร2เด้ง'หุ้น-บาท'

"อุสรา"คาดบาทแข็งช่วงสั้น เตือนนักลงทุนระมัดระวัง ต่างชาติขายทำกำไร 2 เด้ง "หุ้น-ค่าเงิน" เผยช่วง 3 ปีที่ผ่านมาหุ้นไทยพุ่ง 250%

นางอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาทไทยในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจาก นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ออกมาแสดงความเห็นว่า จะยังไม่ยุติการใช้มาตรการคิวอี ซึ่งก็เป็นผลทางจิตวิทยาทำให้นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยนั้น น่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น โดยเงินบาทไทยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อว่าระดับการแข็งค่าไม่น่าจะเกิน 29.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

นางอุสรา กล่าวว่า สาเหตุที่มองเช่นนั้น เพราะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างมาก และทำให้สินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นใน 3 ประเทศหลัก คือ ไทย อินโดนีเซีย และ ฟิลิปินส์ ปรับตัวขึ้นแรง ประกอบกับค่าเงินบาทช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ค่อนข้างนิ่ง ดังนั้นการที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วในช่วงนี้ นักลงทุนต่างชาติจึงอาจอาศัยโอกาสนี้ขายทำกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ ออกมาก่อนได้

"ก่อนหน้านี้ เงินบาทค่อนข้างนิ่งมานาน 4-5 เดือน และการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเร็ว อาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศ ขายทำกำไรสินทรัพย์ในประเทศออกมาก่อน เพื่อล็อคกำไร เชื่อว่านักลงทุนบางกลุ่มที่ลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ ก็คงรอดูจังหวะการขายออกเช่นกันเพราะเขาได้กำไร 2 ต่อ จากทั้งราคาหุ้นที่ปรับขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า"

สำหรับดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2552 ปรับตัวขึ้นมากว่า 250% โดยปรับขึ้นจากระดับ 400 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียในช่วงเวลาเดียวกันปรับตัวขึ้นราว 207% หรือปรับขึ้นจากระดับ 1,300 จุด มาอยู่ที่ระดับ 4,000 จุด ส่วนตลาดหุ้นฟิลิปินส์ปรับตัวขึ้นประมาณ 233% หรือ ปรับขึ้นจากระดับ 1,800 จุด มาอยู่ที่ระดับ 6,000 จุดในปัจจุบัน

นางอุสรา กล่าวว่า การปรับขึ้นอย่างร้อนแรงของดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น หากเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียเหนือ อย่าง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ จีน จะเห็นว่า ดัชนีหุ้นของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังปรับขึ้นไปไม่สูงมากนัก จึงมีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้มากกว่า

"เชื่อว่าค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป มีโอกาสที่จะผันผวนอย่างมาก จึงอยากแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน ขณะเดียวกันก็อยากฝากว่า สำหรับผู้ที่ต้องใช้เงินสกุลต่างประเทศนั้น ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะเหมาะที่จะซื้อเก็บเอาไว้ ทั้งเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น"นางอุสรากล่าว

เธอกล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินเยนนั้น จะเห็นว่าหลังจากรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นประกาศนโยบายเงินเยนอ่อนค่า ทำให้เงินเยนเทียบเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องจาก 40 บาทต่อ 100 เยนในอดีต มาอยู่ที่ 34 บาทอต่อ 100 เยนในปัจจุบัน หรืออ่อนค่าลงไปราว 16% ซึ่งโอกาสที่เงินเยนจะอ่อนค่าไปมากกว่านี้นั้น เธอมองว่าน่าจะมีน้อย และมีโอกาสที่เงินเยนจะกลับมาแข็งได้แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะประกาศนโยบายที่ชัดเจนออกมา ซึ่งเป็นผลจากนักลงทุนขายทำกำไรจากข่าวดังกล่าว (Sell on fact)