มีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น จากเป้าที่เน้นการเติบโต
ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 12-15% และเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเป็น 3%
จากการเข้าพบผู้บริหาร TMB เมื่อวานนี้ ทาง TMB ได้เปิดเผยแผนธุรกิจที่เน้นการเติบโต โดยตั้งเป้าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 12 – 15% จากปี 2555 ที่ปล่อยได้ 17% โดยจะยังคงเน้นปล่อยสินเชื่อ SME ให้มากขึ้น เนื่องจากสินเชื่อ SME เป็นสินเชื่อที่มีการกระจายความเสี่ยง ในขณะที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยในระยะกลาง TMB จะเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อ SME ให้ขึ้นมาเป็น 40% ของสินเชื่อทั้งหมดจากในปัจจุบันที่สินเชื่อ SME คิดเป็นประมาณ 30% ของสินเชื่อทั้งหมด นอกจากนี้การที่ TMB เน้นปล่อยสินเชื่อ SME เพื่อเพื่อผลตอบแทนสินเชื่อ และความประสบความสำเร็จในการดึงเงินฝากที่มีต้นทุนต่ำเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ TMB ตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขึ้นเป็น 3% จากสิ้นปี 2555 ที่มีอยู่ที่ 2.7%
การตั้งสำรองจำนวนมากใน 4Q55 ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งสำรองสูงอีก
TMB มีการตั้งสำรองสูงถึง 5.4 พันล้านบาทใน 4Q55 จนส่งผลให้ผลประกอบการ 4Q55 ขาดทุน 2.1 พันล้านบาท แต่ก็ทำให้ TMB สามารถเพิ่มระดับสำรองต่อ NPL ให้ขึ้นมาเป็น 113% ทัดเทียมกับกลุ่มที่มีอยู่ที 118% และทำให้เรามองว่า TMB มีสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงในอนาคตได้ และน่าจะทำให้ระดับการตั้งสำรองของ TMB ในปี 2556 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือ 4 พันล้านบาท จาก 8.8 พันล้านบาทในปี 2555
เงินกองทุนที่เพียงพอ และกำไรที่ดีขึ้น ทำให้ลุ้นปันผลเพิ่มขึ้นได้
ในขณะนี้ TMB มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 18.2% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ 11.1% โดยผู้บริหารมองว่าเงินกองทุนระดับนี้เหมาะสม นอกจากนี้ TMB ยังมีแผนที่จะเพิ่มระดับ ROE ขึ้นเป็น 14% ภายในปี 2557 ทำให้เราคาดว่า TMB อาจจะมีการเพิ่มระดับการจ่ายเงินปันผลขึ้น เราจึงได้ปรับประมาณการการจ่ายเงินปันผลปี 2555 จากเดิม 0.012 บาท/หุ้น ขึ้นเป็น 0.02 บาท/หุ้น คิดเป็นระดับเงินปันผลตอบแทน 0.9% ส่วนปี 2556 เราคาดว่า TMB จะมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 0.05 บาท/หุ้น คิดเป็นระดับเงินปันผลตอบแทน 2.3%
ปรับมูลค่าเหมาะสมขึ้นเป็น 2.30 บาท แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร"
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ขึ้นเป็น 6,456 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.15 บาท เนื่องจากเราคาดว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ TMB ยังมีการฟื้นตัวที่โดดเด่น และคาดหวังเงินปันผลได้มากขึ้น เราจึงปรับ P/BV ที่ใช้ในการประเมินมูลค่าเหมาะสมขึ้นเป็น 1.7 เท่า ได้มูลค่าเหมาะสมใหม่ 2.30 บาท แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”






