เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่หุ้นไทยปรับลง หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี จากแรงขายทำกำไรของต่างชาติ
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
๐ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ในขณะเดียวกันก็มีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 ม.ค. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีตัดจ่ายเงินภาษีนิติบุคคลผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.25% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.21% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยทรงตัวในวันจันทร์ ก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงกลางและปลายสัปดาห์ หลังบันทึกการประชุมของ กนง. บ่งชี้ถึงมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับมีแรงเทขายเพื่อทำกำไร
๐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.90% ในวันพฤหัสบดี ทรงตัวเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ ก่อนการเสนอขายพันธบัตรล็อตใหม่ จากนั้น อัตราผลตอบแทนปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ ตามแรงซื้อกลับคืนของนักลงทุน อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันพฤหัสบดี หลังผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสเปนครั้งแรกในปีนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
๐ เงินบาททุบสถิติแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยเงินบาทเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่นักลงทุนกลับไปสนใจประเด็นเพดานหนี้และการเจรจาการตัดลดงบประมาณของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโจทย์ที่รออยู่หลังเลี่ยงภาวะหน้าผาทางการคลังยกแรกไปแล้ว นอกจากนี้ กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย ก็เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เงินบาททะยานขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 1 ปีในช่วงปลายสัปดาห์ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทยังคงสอดคล้องกับทิศทางเงินหยวนและสกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย
๐ ในวันศุกร์ (11 ม.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.25 เทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ก่อนหน้า (4 ม.ค.) ที่ 30.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (14-18 ม.ค. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.20-30.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามความคืบหน้าของการแก้โจทย์การคลังยกที่สองของสหรัฐฯ (การปรับเพิ่มเพดานหนี้และการตัดลดงบประมาณ) ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก แนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนม.ค.56 ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และการอนุญาตก่อสร้างเดือนธ.ค.55 ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนพ.ย.55 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
๐ เงินยูโรแข็งค่าสุดในรอบกว่าสัปดาห์ โดยเงินยูโรแข็งค่าเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์จากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินในการประชุมรอบแรกของปี ขณะที่ รายงานข่าวที่ระบุว่านายซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี จะไม่ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งอิตาลีในเดือนก.พ. ก็ช่วยหนุนค่าเงินยูโรด้วยเช่นกัน เงินยูโรลดช่วงบวกเล็กน้อยในช่วงต่อมา ก่อนจะดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งจากผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสเปนและอิตาลีที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน และสัญญาณเชิงบวกของเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนจากข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนธ.ค.55 ที่แข็งแกร่ง เงินยูโรยังคงปรับตัวขึ้นต่อในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากประธาน ECB กล่าวภายหลังการประชุมนโยบายการเงินที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วงต่อไปของปีนี้
๐ เงินเยนแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งครั้งใหม่ หลังจากที่ถ้อยแถลงจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยังคงสะท้อนแรงกดดันที่มีต่อธนาคารกลางญี่ปุ่นให้ดำเนินนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายเพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดและช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
๐ ในวันศุกร์ (11 ม.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3258 เทียบกับ 1.3067 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ เงินเยนอยู่ที่ 88.91 อ่อนค่าจาก 88.12 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
๐ ดัชนี SET ปรับลดลงจากแรงขายต่างชาติ ท่ามกลางข่าวการปรับลดระดับความน่าลงทุน ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,412.06 จุด ลดลง 0.32% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 17.42% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 53,716.13 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 434.31 จุด เพิ่มขึ้น 3.09% จากสัปดาห์ก่อน
๐ ตลาดหุ้นไทยทรงตัวในช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อ สลับแรงขายจากกองทุน LTF ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพฤหัสบดี จากแรงขายของต่างชาติ ท่ามกลางข่าวการปรับลดระดับความน่าลงทุนโดยบริษัทโบรกเกอร์ต่างชาติ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์โดยมีแรงซื้อกลับในหุ้นกลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์
๐ สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 14-18 ม.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องชี้วัดภาคการผลิตและตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิตและดัชนีราคาผู้บริโภค ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,384 และ 1,368 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,423 และ 1,443 จุดตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
๐ ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการส่งออกของจีนที่สดใส โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 13,471.22 จุด เพิ่มขึ้น 0.27% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายทำกำไร ก่อนเข้าสู่ช่วงของการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทสหรัฐฯ กระนั้นก็ดี ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการส่งออกของจีนที่สดใส
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
๐ ดัชนี Nikkei ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 23 เดือน เพื่อตอบรับแผนการตุ้นเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีอาเบะ โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 10,801.57 จุด เพิ่มขึ้น 1.06% จากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนีปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงขายทำกำไร หลังเงินเยนแข็งค่าขึ้น ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขส่งออกของจีนที่ขยายตัวดีกว่าคาดการณ์ ตลอดจนเงินเยนที่อ่อนค่าลง รวมทั้งแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 10.3 ล้านล้านเยนของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเป็นมาตรการพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับปีนี้









