วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เกียรติอนันต์'ยันขึ้นค่าแรงบางธุรกิจ'ล้ม'

คำต่อคำ:"ดร.เกียรติอนันต์"ให้มุมมองผลดี-ผลเสีย ปรับขึ้นค่าแรง300บาท และเปรียบเทียบกับกลุ่มอาเซียน ธุรกิจไทยปรับตัวได้ก็รอด บางรายล้ม

"กรุงเทพธุรกิจทีวี"ข่าวค่ำ ตรงประเด็น สัมภาษณ์ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เรื่องผลดี-ผลเสีย ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ300บาท

ถาม อาจารย์มองมาตรการการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทอย่างไรบ้างครับ

ตอบ คือว่ามันมีทั้งสองด้าน คือแน่นอนด้านหนึ่งเรายกคุณภาพชีวิตของแรงงานให้ดีขึ้น แล้วก็ในขณะเดียวกันมันเป็นโจยท์ข้อบังคับทำให้ผู้ประกอบการต้องเจาะตัวประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือด้านดีของเขา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือว่า โจทย์ข้อนี้มันจะยากไปสักนิดไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อม ซึ่งถ้าสอบไม่ผ่านกับโจทย์นี้ก็คือการล้มหายตายจากไป หรือถ้าผ่านแค่พอปริ่มๆ น้ำ การเติบโตในอนาคตก็จะมีผล อีกด้านที่มันจะตามมาแน่นอนคือเรื่องค่าครองชีพจะตามสูงไปด้วย

ถาม ในแง่มุมของเศรษฐศาสตร์การปรับครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมไหมครับ

ตอบ การปรับครั้งนี้ถือว่าเหมาะสมไหม มีด้านที่เหมาะสมซึ่งผมมีความเห็นคล้ายๆ กับทีดีอาร์ไอ ผมดิดว่าเป็นการปรับในช่วงที่ตลาดแรงงานมีปัจจัยแรงงานค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นผลกระทบในเชิงมหภาคเนี่ย อาจจะไม่ได้รุนแรงเหมือนกับกรณีที่ตอนนี้อัตราการว่างงานสูงนะครับ นั่้นคือในส่วนที่เหมาะสม แต่ที่ไม่เหมาะสมก็คือว่าการปรับ 300 ทุกพื้นที่ระยะยาวมันอาจมีผลการพัฒนาของแต่ละพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่นเราอยู่ที่พะเยา ค่าแรงต้องปรับขึ้นมาเท่าตัว เท่าตัวกว่าๆ ระหว่างคนที่เหลือจะไปลงทุนพะเยากับอยู่จังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ อย่างอยุธยา จาก 200-300 บาทเท่ากัน แต่ว่าต้นทุนค่าขนส่งมากกว่า มันทำให้เกิดการกระจุกตัวของการพัฒนาในระยะยาว นั่นคือสิ่งที่ผมห่วงมากนะครับ

ถาม มีคนเปรียบเทียบว่า การปรับพร้อมกันทั่วทั้งประเทศเนี่ย เหมือนกับรองเท้าเบอร์เดียวสำหรับคนทุกๆ คน อาจารย์มองคำเปรียบเทียบคำนี้ว่าอย่างไรครับ

ตอบ ถูกต้องครับ สำหรับบางคนจะหลวมไปนิด เดินไปไหนก็หลุด สะดุดนะครับ แต่บางคนจะคับไป แต่ความจริงแล้วถ้าว่าการตามตรงบางจังหวัดควรจะได้มากกว่า 300 ด้วยซ้ำ แต่บางจังหวัดยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ 300 นะครับ

ถาม การปรับครั้งนี้เทียบกัยอัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน อาจารย์มองว่าอย่างไรบ้างครับ

ตอบ จริงๆ แล้วคือการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ผ่านมาของเราเป็นผลสะสม แล้วก็ถ้าเราดูเฉพาะองค์ประกอบของเรื่องสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันอย่างเช่น อาหาร เสื้อผ้า พลังงาน อะไรพวกนี้มาเป็นดัชนี ไม่ใช่ซีพีไอรวม แต่เป็นแค่ ส่วนนี้เนี่ย ค่าแรงมันต่ำกว่าค่าครองชีพในส่วนนี้ ซึ่้งเพิ่มนำหน้าไปก่อนแล้ว ก็เลยเกิดช่องว่างทำให้แรงงานจนลงโดยเปรียบเทียบนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับซีพีไอ ผมคิดว่าการปรับขึ้นแบบนี้มันก็ดีกับแรงงานนะครับ ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ว่าการปรับแบบก้าวกระโดดแบบนี้มันเหมือนกับการช็อกระบบเศรษฐกิจไปนิดหนึ่งนะครับ

ถาม ครับ เทียบกับค่าแรงปัจจุบันเนี่ย 300 บาทเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันแล้ว ตอนนี้เราอยู่ที่อันดับที่เท่าไหร่ เป็นอย่างไรบ้างครับ

ตอบ คือถ้าไม่นับสิงคโปร์ แล้วก็มาเลเซียซึ่งไม่ได้ปรับ ไม่มีค่าแรงขั้นต่ำ แต่ ปรับเป็นบางเซกเตอร์เนี่ยของเราสูงที่สุด

ถาม ของเราสูงที่สุด แสดงว่าตอนนี้เราอยู่ที่อันดับที่ 3 ถูกต้องไหมครับ

ตอบ ใช่ครับ แล้วก็จริงๆ อินโดนีเซียก็มีปรับค่าแรงขั้นต่ำ 40% เหมือนกันครับ แต่ว่าแต่ละภูมิภาคแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เพราะว่าเขามองแล้วว่าอย่างไงก็ได้ประโยชน์อย่างเช่นที่ชวาตอนกลาง ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้น 40% หรือเทียบกับทางจาการ์ตายังถูกกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นด้านหนึ่งแรงงานที่ชวาก็จะมีรายได้มากขึ้น อีกด้านหนึ่งมันจะเกิดการไหลของเงินทุนไปสู่ชวามากกว่าจาการ์ตานะครับ นั่นคือกุศโลบายในการกระจายความเจริญของเขา

ถาม แบบนี้ต้องส่งผลกระทบต่อขีดความแข่งขันของประเทศเราครับ

ตอบ แน่นอนครับ คือต้นทุนเพิ่มเมื่อไหร่ ขีดความแข่งขันกระทบแน่นอน โดยการเพิ่มกระโดดแบบนี้ขีดความแข่งขันมันยิ่งโดนกระทบมาก โดยเฉพาะเซกเตอร์ใช้แรงงานหลักๆ อย่างเช่นเซกเตอร์เรื่องเสื้อผ้า เรื่องของเฟอร์นิเจอร์ หรือว่าภาคบริการท่องเที่ยวโรงแรม ซึ่งบางธุรกิจจะสามารถปรับตัวได้ บางเซกเตอร์จะปรับตัวได้ แต่บางเซกเตอร์เราจะเห็นเรื่องของการย้ายไปที่อื่น หรือการล้มหายตายจาก หรือเปลี่ยนกระบวนการทำธุรกิจใหม่ทั้งหมดเลย

ถาม และการปรับครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในประเทศ หรือแรงงานต่างด้าวอย่างไรบ้างครับอาจารย์ครับ

ตอบ แรงงานต่างด้าวต้องอยากเข้ามาเมืองไทยมากกว่าเดิมเยอะเลยครับ เพราะตอนนี้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก็ได้ 300 แล้ว ลองนึกถึงจังหวัดชายแดนนะครับ ถ้าโรงงานเราย้ายไปอยู่ใกล้ชายแดน แล้วแรงงานข้ามฟากมาทำงาน จริงอยู่ไม่ว่าจะไทยหรือต่างด้าวจะได้เงิน 300 เท่ากัน แต่ถ้าว่ากันแล้วเนี่ย โรงงานหรือว่าธุรกิจบางประเภทเนี่ยคนไทยอาจจะไม่อยากทำแล้ว มันทำให้เกิดภาพตรงนี้ขึ้นมาว่าแรงงานต่างด้าวเองก็อยากจะเข้ามา เพราะว่ามันไม่ใช่แค่ในอาเซียนแล้วนะครับ ผมคิดว่าค่าแรง 300 จะทำให้แรงงานส่วนที่อยู่ไกลออกไป อย่างบังกลาเทศเองก็อยากจะเข้ามามากขึ้น

ถาม ไกลจนถึงขณะบังกลาเทศเลย

ตอบ ครับผม

ถาม แต่แบบนี้ก็อาจเป็นผลดีหรือเปล่าครับ เพราะว่าอัตราการว่างงานของประเทศเราตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าต่ำมาก

ตอบ อัตราการว่างงานในเกณฑ์ที่ต่ำของเรา คือตัวนี้มันเป็นแค่เส้นตัดตัวที่ 1 นะครับ แต่จริงๆ แล้วมันต้องดูละเอียดกว่านั้น คือตามนิยามอัตราการว่างงานที่เราใช้กัน อาทิตย์หนึ่งทำงาน 1 ชั่วโมง ก็ถือว่ามีงานทำ เพราะฉะนั้นคนคนหนึ่งเมื่อก่อนเคยทำงานเต็มเวลา 35 ชั่วโมงในโรงงาน ตอนนี้เจ้านายเรียกมาทำอาทิตย์แค่ 2 ชั่วโมง เขาก็ถือว่าไม่ตกงาน เพราะฉะนั้นยอดตัวเลขอัตราการว่างงานที่มี 0.6% เนี่ย มันไม่ได้สะท้อนโครงสร้างการจ้างงานแท้จริงของประเทศไทย

ถาม ดังนั้นอาจารย์มองว่ามาตรการเยียวยาที่เหมาะสมต่อเอสเอ็มอี ที่กำลังเรียกได้ว่าประสบปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ควรจะต้องเยียวยาทิศทางไหนครับ

ตอบ คือผมว่าด้านหนึ่งที่รัฐบาลออกมา ผมเห็นด้วยเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่ว่าสิ่งที่ต้องทำคู่กันไปด้วยคือการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเองนะครับเพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่จากพื้นฐานคือรัฐบาลไปบอกว่าวันหนึ่งเขาจะเอาเงินจากกระเป๋าเอสเอ็มอีเพราะฉะนั้นตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ววิธีการช่วยที่ดีที่สุดคือการเอาเงินใส่กล่องเขาไป ครับแต่ไม่ใช่ให้เปล่าๆจะต้องมือเงื่อนไขว่าจะรับเงินส่วนนี้เข้าไปเป็นกองทุนช่วยเหลือส่วนต่างค่าจ้างเนี่ยจะต้องมีการปรับปรุงกิจการ จะต้องมีแข่งธุรกิจ นั่้นคือขั้นตอนรายละเอียดยิบย่อยในเชิงปฏิบัติ แต่ตามหลักการแล้ว วิธีการที่ได้ผลที่สุดคือการใช้เงินกองทุนครับเพราะว่ามาตรการทางภาษีเนี่ย ตามเศรษฐศาสตร์การคลังเวลาเจอกับปัญหาแบบนี้มันเป็นแค่มาตรการรองไม่ใช่มาตรการหลัก