อิตาเลี่ยนไทย แจงกรรมาธิการเศรษฐกิจ ระบุโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายอยู่ระหว่างปรับพื้นที่
ดร.สมเจตน์ ทิณพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทวาย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด ผู้บริหารโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย ซึ่งเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สถานะของโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย ทางบริษัทอยู่ระหว่างการปรับพื้นที่ที่ได้สิทธิให้ดำเนินการจากรัฐบาลพม่า ประมาณหนึ่งแสนไร่ รวมทั้งการก่อสร้างถนน จากฝั่งชายแดนไทยไปยังพื้นที่โครงการ ซึ่งปัจจุบันมีวิศวกรทำงานอยู่ที่นั่นกว่า600คน ทั้งนี้หากโครงการมีความพร้อมเรื่องเงินที่ใช้ในการลงทุนจะใช้ระยะเวลาประมาณ 5-6ปีในการดำเนินการพัฒนาพื้นที่ให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้
ดร. สมเจตน์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลพม่าขอให้มีการแก้ไขframework เกี่ยวกับโครงการใหม่นั้น เชื่อว่า การแก้ไขจะเป็อุตสาหกรรมนไปในทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับการพัฒนาโครงการ ซึ่งในส่วนของบริษัทอิตาเลี่ยนไทยฯ จะมีสิทธิที่จะได้บริหารจัดการ หรือรับผิดชอบในส่วนงานใดนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของทั้งสองประเทศ โดย บริษัทพร้อมที่จะเข้าประมูลงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นในโครงการ จากเดิมที่มีสิทธิเป็นผู้คัดเลือกผู้ลงทุนทั้งหมด
สำหรับกรณีที่ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ที่เคยมีโอกาสลงไปดูพื้นที่ทวาย และไม่มีความมั่นใจในโครงการนั้น มองว่า เป็นเรื่องธรรมดา ของการพัฒนานิคมอุตสาหกกรรมที่ นักลงทุนจะต้องรอให้โครงการหลายส่วนโดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆแล้วเสร็จเป็นรูปธรรมก่อนจึงจะตัดสินใจ
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย ในปัจจุบันถูกยกระดับเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและพม่า ซึ่งถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการจากเดิมที่เป็นบทบาทเฉพาะเอกชนไทยคือ กลุ่มบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวลอปเม้นท์ เนื่องจากหลายประเทศให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมหลักเช่นอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างเช่นญี่ปุ่น ดังนั้นประเด็นสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ มองว่า โครงการดังกล่าว รัฐบาลคงไม่เอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปลงทุนโดยตรง แต่อาจจะส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ตั้งบริษัทลูกของตนเอง เข้าไปร่วมลงทุน เช่น กลุ่มปตท. ซึ่งจะได้ประโยชน์ จากอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)ได้เข้าไปมีส่วนในการทบทวนผลการศึกษาที่ทางกลุ่มอิตาเลียนไทยฯดำเนินการศึกษาเอาไว้แล้ว ซึ่งมองว่า ในเฟสแรกของทวาย ควรจะต้องเป้นอุตสาหกรรมหนักเช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ก่อน และในเฟสต่อไปจึงจะเป็นอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี หลังจากนั้นจึงจะเป็นประเภทอุตสาหกรรมเบาที่อาศัยความได้เปรียบด้านแรงงาน อย่างไรก็ตาม ประเด็นของการพัฒนาอุตสาหกรรมในทวาย อยู่ที่เหล็กวัตถุดิบ เช่นสินแร่ เหล็ก หรือปิโตรเลียม ว่า จะนำมาจากแหล่งใด ขนส่งอย่างไร โดยในส่วนของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมนั้น ทางกนอ. ไม่สามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้โดยตรง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อเสนอต่อ บอร์ดกนอ. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้
ด้านผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เคยจัดพาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และ รองเท้า ไปดูลู่ทางการลงทุนที่ทวาย 2ครั้ง เมื่อปี 2554 แต่ในครั้งนั้น พื้นที่ยังไม่มีอะไรที่คืบหน้าในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ทำให้นักลงทุนไม่มีความมั่นใจที่จะย้ายฐานมาลงทุนที่ทวาย โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสิ่งทอ และรองเท้า ประมาณ 30ราย เตรียมที่จะย้ายฐานไปลงทุนที่กัมพูชา ที่มีนักลงทุนไทยไปลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่รัฐบาลก็มีโครงการสร้างถนนเชื่อมนิคมอุตสาหกรรมที่กัมพูชา เชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบัง ของไทย ทำให้ จูงใจมากกว่าการลงทุนที่ทวาย ซึ่งยังไม่มีอะไรเลย






