3 กูรูเตือนปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปี"56 "มาตรการแก้หนี้สหรัฐ-ยุโรป"คลุมเครือ เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน
"กรุงเทพธุรกิจทีวี" สำรวจมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจในปีนี้ ยังให้น้ำหนักปัจจัยต่างประเทศ แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่มีประเด็นเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายเป็นปัจจัยกดดันมากขึ้น หลังมีแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ยังไม่ฟื้นตัว
นายบัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมายังไม่มีอะไรใหม่ ตัวเลขที่ออกมาในช่วยปลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ย. 2555 ยังแสดงภาวะขยายตัวต่อเนื่องอยู่ ตัวเลขที่ออกมาทางด้านเงินเฟ้อค่อนข้างที่จะอยู่ในเกณฑ์ที่ยังไม่สูง 2 ปัจจัยนี้ธปท.โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จึงยังไม่ทำอะไร
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก เท่าที่ดูการพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆทั้งในสหรัฐและยุโรป ชัดเจนว่ายังไม่มีการพยายามทำอะไรมาก ทำให้เป็นประเด็นว่าปัญหายังมีอยู่ แต่การแก้ไขยังไม่ออกมา อย่างเรื่องหน้าผาการคลัง ปรากฏว่ามีการเลื่อนเวลาไปที่จะตัดลดรายจ่ายไปอีก 2 เดือน กว่าจะรู้เรื่องก็ไปเดือนมี.ค. 2556
ดังนั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่พอจะสร้างความมั่นใจว่าปัญหาทางด้านการคลังจะได้รับการแก้ไข ของยุโรปเองก็เงียบไป เนื่องจากว่ายังไม่มีข่าว ยังไม่มีครบรอบเวลาที่จะมีข่าวของเงื่อนเวลาที่สำคัญๆ ในแง่นี้คงเป็นความคลุมเครือที่จะยังมีตลอดปีนี้ ตราบใดที่นโยบายของทางสหรัฐและยุโรปยังไม่ชัดเจน
"เศรษฐกิจไทยถ้าเราดูในประเด็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ก็มีอยู่มาก ทั้งที่มาจากนโยบายของทางการ และที่มาจากการใช้จ่ายของภาครัฐในเรื่องการลงทุนที่มีตัวเลขเป็นล้านๆ บาท ที่จะออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว อีกแง่หนึ่งคือ เงินทุนไหลเข้า ซึ่งในปีนี้คงมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่แล้ว ในแง่นี้อัตราดอกเบี้ยต้องตั้งการ์ดดูว่า ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวแล้วอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น เราจะสามารถใช้นโยบายการเงินในการป้องกันภาวะอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวอย่างไร ส่วนในแง่ของมาตรการการคลัง ควรเริ่มคิดที่จะประคับประคองในการประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อไม่สร้างภาระหนี้กับประเทศมากเกินไป "
@อาเซียนแตกกระทบไทย
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ (สายงานวิจัย) บล.ภัทร ประเมินว่าสหรัฐเศรษฐกิจดูจะช็อกสั้นๆส่วนของยุโรปจะซึมยาว ญี่ปุ่นเองผ่านการเลือกตั้ง เปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นใหม่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันมีความเสี่ยง เพราะอาจมีท่าที แข็งกร้าวกับจีนมากขึ้น เป็นความท้าทายเรื่องของความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งสหรัฐจะอยู่ฝั่งญี่ปุ่น และถ้าดูตามข่าวจะเห็นชัดว่าอาเซียนก็แตกในประเด็นนี้ ในอาเซียนคือฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ก็อยู่ฝั่งหนึ่ง บรูไนก็อยู่ฝั่งหนึ่ง
"ถ้าบรรยากาศของอาเซียนเป็นอย่างนั้น ก็จะนึกภาพยาก ว่าจะรวมตัวกันทางเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าทางการเมืองความมั่นคง ยังมองหน้ากันไม่ติดก็ลำบากเหมือนกัน คือพยายามหาเอกภาพ แต่หาไม่ได้ในเรื่องพิพาทมหาสมุทรทะเลจีนตอนใต้ เห็นชัดเจนเลยว่า ฝ่ายหนึ่งอย่างฟิลิปปินส์ก็ดี เวียดนาม อินโดฯ มาเลย์ฯ สิงคโปร์ บรูไน อยู่ฝั่งหนึ่ง เข้าใจว่ากัมพูชา ลาว อยู่อีกฝั่งหนึ่ง ไทยก็อยู่อีกฝั่งในสถานการณ์2ขั้วอำนาจเช่นนี้ ประเทศไทยคงไม่ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนบวกหกหรือว่าเป็นทีพีพี "
สำหรับแนวนโยบายของไทยในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหานั้น เห็นว่าประเทศหลักของโลก อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่นรวมกันแล้วเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจีดีพีของโลก เขามีปัญหาที่ต้องรัดเข็มขัดทางการคลังทั้งสามประเทศ ในช่วง 5 ปี 10 ปี ข้างหน้าโดยรวมแล้วน่าจะมีว่ากำลังซื้อทั่วโลกมีน้อย ข้อดีก็คือว่าอาจทำให้เงินเฟ้อไม่สูง ข้อเสียต้องไปหากำลังซื้อมา ทางออกคือต้องเน้นหากำลังซื้อใหม่ในประเทศแถบภูมิภาคเอง ซึ่งอันนั้นเป็นโจทย์ใหญ่
สำหรับนโยบายประชานิยมต้องระมัดระวังในผลกระทบต่องบประมาณ ที่เป็นห่วงมากในระยะยาวคือถ้ามีกระแส ความคิดแบบนี้ ซึ่งมีอยู่แล้ว รอให้รัฐบาลมาหยิบยื่นให้ทุกอย่าง ทำให้เศรษฐกิจ ประชาชนหมดความต้องการที่จะกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนทุกอย่าง หรือพยายามพัฒนาด้วยตัวเอง ผมคิดว่าระบบทุนนิยม เป็นระบบที่ต้องพึ่งพาความกล้าเสี่ยง ความกล้าคิดกล้าทำผสมกับการใช้เงินทุน ผสมกับการค้นคว้าหาเทคโนโลยีที่ใหม่ สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ที่ดูจากประวัติศาสตร์รู้เลยว่า ยิ่งมีมากเศรษฐกิจยิ่งขยายตัวมาก ไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาลชี้ให้ไปซ้าย หรือไปขวา "
"เพราะฉะนั้นตัวประชานิยมไม่ใช่เรื่องฐานะทางการคลังอย่างเดียว แต่ปัญหาคือจะไปฉุดรั้งไม่ให้เกิดนวัตกรรมในภาคเอกชน เป็นหัวใจ สำคัญของประชานิยม ดังนั้นอย่าให้เกิดกระแสประชานิยมจนกระทั่งทุกคนคิดว่ารอให้รัฐบาลหยิบยื่นอะไรให้ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย อย่าให้เป็นอย่างนั้น ปล่อยให้เอกชนรู้สึกว่าต้องทำเอง และทำเองแล้วจะได้ประโยชน์เอง"
@เงินนอกทะลักกดดันบาทแข็ง
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผอ.ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เห็นว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจต่างประเทศ หลักๆเป็นเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐที่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชะลอลงเมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว หน้าผาทางการคลังก็แก้ไปได้เปาะหนึ่ง คือหน้าผาทางการคลังเต็มรูปแบบจะไม่เผชิญแล้ว จะมีการต่อรองเรื่องของเพดานหนี้สาธารณะในเดือน ก.พ.นี้เท่านั้นเอง
ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ เช่น ดัชนีการสำรวจภาคการผลิต ออกมาก็เป็นในโซนที่ขยายตัวขึ้น 50.7 สูงกว่า 50 ก็คือเป็นการขยายตัว เพราะฉะนั้นตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ส่วนประเด็นการที่ญี่ปุ่นมีการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นมาอีก 12 ล้านล้านเยน จะเป็นปัจจัยที่ไปกดเรื่องของอัตราดอกเบี้ย หรือไม่นั้น เพื่อพยายามที่จะลดแรงกดดันให้ค่าเงินเยนแข็ง ซึ่งจะสร้างความผันผวนกับค่าเงินบาทค่อนข้างมาก
"ทิศทางตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้บาทแข็งหรืออ่อนมากขนาดไหน ปีนี้เรามองว่าตัวค่าเงินบาทน่าจะแข็งขึ้นจากปีที่แล้วนิดหน่อยจะไม่เยอะมาก ปีที่แล้วเรามองค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30.7 และเป็นอย่างนั้นจริงๆ ปีนี้เราให้ไว้ที่ 30.4 บาทต่อดอลลาร์"









