วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เผดิมชัย'ถก5หน่วยงานประเมินผลขึ้นค่าแรง

"เผดิมชัย"นัดถก 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทรวงแรงงาน ประเมินผลกระทบขึ้นค่าแรง 300 บาท ระบุอย่าเพิ่งด่วนสรุปผู้ประกอบการเจ๊งเพราะขึ้นค่าแรง

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวถึงกรณีสถานประกอบการในหลายจังหวัดปิดกิจการทำให้แรงงานถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก หลังจากที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมาว่า เท่าที่ตนได้รับข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) พบว่า สถานประกอบการเหล่านี้ปิดตัว เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนสะสมมานานและยอดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง ซึ่งสถานประกอบการเหล่านี้ส่วนหนึ่งเลือกที่จะปิดกิจการตั้งแต่ในช่วงเดือนธ.ค.2555 เพราะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าหลังการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ขณะที่สถานประกอบการบางแห่งยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปมาจนถึงช่วงเดือนมกราคม 2556 แต่เมื่อประเมินแล้วสู้ไม่ไหวก็เลือกที่จะปิดกิจการในช่วงนี้

"เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบของการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัด คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าผมได้เชิญผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงานมาหารือเพื่อกำชับให้เฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง รวมทั้งกำหนดแนวทางช่วยเหลือแรงงานให้สอดรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้น และให้ทุกหน่วยงานรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นมายังกระทรวงแรงงานเป็นระยะ " นายเผดิมชัย กล่าว

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น วันนี้(4 ม.ค.)ได้พูดคุยกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนายกิตติรัตน์ยืนยันว่ามาตรการตั้งกองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่ปรับเพิ่มตามที่ภาคเอกชนเสนอมานั้นไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เพราะต้องใช้งบประมาณมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาแล้ว 11 มาตรการ และกระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพิ่มเติมโดยเน้นมาตรการภาษี เช่น การปรับลดภาษีหักเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 2 ของเงินค่าจ้าง

รมว.แรงงาน กล่าวต่อไปว่า ส่วนข้อกังวลที่หลายฝ่ายเกรงว่า บริษัทขนาดใหญ่จะหันมาใช้บริษัทซับคอนแทรกในการทำงานมากขึ้นนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องเชิงเทคนิคที่ต้องการลดภาระในเรื่องสวัสดิการ หากต้องมีการจ้างพนักงานบริษัทเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าพนักงานของบริษัทซับคอนแทรกก็จะต้องได้รับค่าจ้างขั้นต่ำไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาทตามที่มีการออกประกาศไว้ มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามมาตรา 144 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

"ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าสถานประกอบการอาจจะมีปรับรูปแบบการจ้างงาน โดยให้ลูกจ้างงานรับงานไปทำที่บ้าน และจ่ายค่าจ้างวันละ 300 บาท เพื่อลดการจ่ายโอทีนั้น เรื่องนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยโดยมีการตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ซึ่งจะต้องมีฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมหารือ หากลูกจ้างยินยอมจึงจะสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม จากการที่ผมได้พูดคุยกับสถานประกอบการขนาดใหญ่ต่างไม่มีความคิดจะใช้ทั้งสองวิธีการข้างต้น ทั้งนี้ สถานประกอบการขนาดใหญ่ร้อยละ 80 กังวลเรื่องค่าวัตถุดิบและยอดสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะลดลงมากกว่าเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้าง" นายเผดิมชัย กล่าว