นักวิชาการด้านพลังงานแนะรัฐบาลปรับโครงสร้างราคาพลังงานสะท้อนราคาตลาดโลก โดยเฉพาะราคาก๊าซแอลพีจี ระยะยาวควรแยกราคาก๊าซเป็น 2 ราคา
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การปรับโครงสร้างราคาพลังงานมีความจำเป็นมาก เพราะช่วยลดภาระการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐและช่วยให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในปี 2556 รัฐบาลควรเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง เพราะทำให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเริ่มจากการกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราลิตรละ 5.30 บาท ที่รัฐบาลไม่ได้เก็บมานานกว่า 2 ปี หรือ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 216,000 บาท แนวทาง คือรัฐบาลทยอยเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลเดือนละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ เพื่อขยับราคาดีเซลโดยไม่กระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป รวมทั้ง ลดภาระการอุดหนุนก๊าซแอลพีจีที่มีมายาวนานให้สะท้อนราคาตลาด เพื่อลดการนำเข้าและลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการอุดหนุนราคาแอลพีจี โดยเฉพาะต้องใช้เงินนำเข้าไม่ต่ำกว่า 30,000 - 40,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี หากไม่แก้ปัญหาราคาให้มีความเหมาะสม ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการนำเข้าก๊าซแอลพีจีมีการใช้งานจนเต็มความจุ เพราะปัจจุบันนำเข้าแอลพีจีสูงถึงปีละ 1.6 - 1.7 ล้านตัน แต่ไม่มีคลังก๊าซเพียงพอในการบรรจุ จำเป็นที่รัฐบาลต้องลดการนำเข้าด้วยการปรับขึ้นราคาแอลพีจี
นายมนูญ กล่าวด้วยว่า แนวทางถูกชะลอการจัดเก็บก๊าซแอลพีจีไว้ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชนของรัฐบาลทำได้ถูกต้องแล้ว แต่ควรเดินหน้าปรับราคาต่อไปในอนาคต ด้วยการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีเดือนละ 75 สตางค์ต่อกิโลกกรัม หรือ 0.41 บาทต่อลิตร ภายในระยะเวลา 2 ปี หรือ เปลี่ยนเป็นการปรับขึ้นแอลพีจีเป็นรายไตรมาส เพื่อให้ประชาชนได้ปรับตัว ที่สำคัญรัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชน
ส่วนการแก้ปัญหาราคาแอลพีจีระยะยาว รัฐบาลควรใช้วิธีการแยกราคาก๊าซออกเป็น 2 ราคา โดยก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนให้ใช้ราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่น ผลิตได้ในประเทศและสามารถจำหน่ายให้กับภาคครัวเรือนในราคาถูก ส่วนแอลพีจีภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมให้ใช้การอ้างอิงราคาการนำเข้าโดยที่รัฐไม่ต้องแทรกแซงราคา ซึ่งรัฐบาลจะมีภาระในการอุดหนุนราคาก๊าซธรรมชาติภาคครัวเรือนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
กปส






