Greenesis คือบริษัทรับออกแบบแลนด์สเคปสายพันธุ์ไทย ผลงานของ ทศพร เอกเวชวิท ผู้สลัด Comfort Zone ชีวิต เพื่อพร้อมลงสนามผู้ประกอบการ
ห้องทำงานไม่ใหญ่ไม่โตของบริษัท Greenesis จำกัด ในซอยเอกมัย เปิดต้อนรับเพื่อทำความรู้จักกับบริษัทรับออกแบบภูมิสถาปัตย์น้องใหม่ ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ฝีมือของผู้บริหารหนุ่ม “ทศพร เอกเวชวิท” กรรมการผู้จัดการ บริษัท Greenesis จำกัด
ในสนามผู้ประกอบการเขาอาจยังละอ่อน แต่สำหรับประสบการณ์ทำงาน และผลงาน ตลอด 4 ปี ที่ประเทศสิงคโปร์ ต้องบอกว่า..ไม่ธรรมดา คนหนุ่มฝากฝีมือไว้กับหลายโครงการทั้งที่เมืองจีนและในสิงคโปร์ มีรางวัลระดับประเทศให้ชื่นชมก็หลายครั้ง..พิสูจน์ความพร้อมในเวทีผู้ประกอบการวันนี้
“ผมทำงานในบริษัทที่เมืองไทยประมาณ 2 ปี ถึงจุดหนึ่งรู้สึกว่าอยากหาประสบการณ์ที่มากขึ้นในต่างประเทศ เลยเลือกไปที่สิงคโปร์ เพราะเป็นประเทศที่พัฒนาเร็วมาก และเขาให้ความสำคัญกับงานแลนด์สเคป เรียกว่าตั้งแต่ระดับนโยบายของประเทศลงมาเลย เขาให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม และพื้นที่สีเขียว ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เมืองยั่งยืนได้”
พลังหนุนสำคัญ ที่ส่งเสริมธุรกิจรับออกแบบภูมิสถาปัตย์ในประเทศสิงคโปร์ให้ก้าวหน้ากว่าหลายๆ ประเทศ กลายเป็นประเทศต้นแบบด้านงานแลนด์สเคป มีผลงานการออกแบบที่ดี และระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ วิชาความรู้ที่พร้อมเปิดให้ผู้อ่อนด้อยประสบการณ์อย่างเขา ได้เข้าไปเก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่
“ทศพร” เลือกทำงานในบริษัทที่ไม่มีคนไทย เขาว่า บางทีการที่คนเราออกจาก Comfort Zone หรือจุดที่รู้สึกสบายของชีวิต มันจะเกิดความกดดันบางอย่าง และความกดดันนั้น จะทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น
“ผมต้องปรับตัวเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องภาษา ซึ่งสำคัญและเป็นคีย์ของทุกอย่าง เวลาเจ้านายสั่งงานมาก็ต้องพยายามทำความเข้าใจมากกว่าคนอื่น ต้องถาม พยายามสื่อสาร ก็รู้สึกกดดัน เครียด แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมเลือกเองตั้งแต่ต้น ผมเลือกบริษัทที่ไม่มีคนไทยเพราะต้องการฝึกภาษา ก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด”
ภาษาไม่ใช่อุปสรรคเดียวในการปรับตัวของเขา แต่ยังรวมถึงการทำงานที่เป็นระบบ เป็นมืออาชีพ สิ่งที่เขาต้องทำ คือ เรียนรู้ และทำการบ้านให้หนักกว่าคนอื่น
“ผมพยายามเรียนรู้ และศึกษาด้วยตัวเอง เปิดงานเก่าๆ ดู ไม่เข้าใจก็ถามเจ้านาย ถามเพื่อนร่วมงาน กลับไปบ้าน ก็นั่งดู เรียกว่าแทบไม่มีชีวิตส่วนตัวเลย แต่ว่าผมอยากเป็น อยากทำให้ได้ เหมือนกำลังต่อสู้อยู่กับตัวเอง ผมอยากพิสูจน์ เมื่อตั้งเป้าไว้แล้ว ก็อยากที่จะทำให้ได้”
ทศพร ใช้เวลา 6 เดือนในการปรับตัว ทั้งด้านภาษา การใช้ชีวิต และปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องของมาตรฐานการทำงาน ที่เขายอมรับว่า...ประเทศนี้ “มาตรฐานสูง”
“การทำงานของเขาแตกต่างกับบ้านเราเยอะมาก ตอนที่ผมอยู่เมืองไทย อะไรก็ดูง่ายๆ สบายๆ ไปหมด อย่างไปพรีเซนต์ลูกค้าเตรียมเอกสารไปแผ่นสองแผ่นก็โอเคแล้ว แต่ที่สิงคโปร์เขาจะเตรียมข้อมูลมาเป็นปึกเลย ผมว่ามันคือเรื่องของมาตรฐานนะ เขามองว่าทุกอย่างต้องได้มาตรฐาน ถึงกล้าที่จะไปพบลูกค้า เรียกว่า Mindset ไม่เหมือนกัน ระหว่างเรากับเขา"
เขาขยายความ “มาตรฐานสูง” ที่รวมถึงระบบการทำงานซึ่งเป็นมืออาชีพ การส่งมอบงานที่ตรงต่อเวลา มีมาตรฐานสูงทั้งเรื่องงานเอกสาร งานกราฟฟิค ขั้นตอนการออกแบบ และทุกๆ อย่าง ซึ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาได้ปรับตัวและเรียนรู้
พอปรับตัวกับบริษัทแรกได้ไม่นาน ชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อบริษัทที่เขาเข้ามาได้เพียง 1 ปี จะปิดสาขาที่สิงคโปร์แล้วย้ายฐานไปอยู่ดูไบ เขาไม่ได้ถูกให้ออก ตรงกันข้ามกลับถูกยื่นข้อเสนอเป็นผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นถึง 70% แลกกับการย้ายไปทำงานที่ดูไบ..ทว่าเขากลับปฏิเสธ เพราะคิดว่าเวลาเพียง 1 ปี ยังเรียนรู้งานที่สิงคโปร์ได้ไม่เต็มที่
แก้วน้ำของเขายังมีพื้นที่ให้เติมประสบการณ์อีกมาก
“ผมคิดมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน ว่าอยากทำบริษัทเล็กๆ ของตัวเองที่เมืองไทย ฉะนั้นทุกครั้งที่ผมไปทำงาน เงินอาจจำเป็นสำหรับใช้ชีวิต แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือประสบการณ์และความรู้ ซึ่งถ้าผมมี ผมก็ใช้หาเงินได้”
เขาบอกวิธีคิดที่ตัดสินใจไม่ยากที่จะปฏิเสธเงินก้อนโต แล้วเริ่มออกหางานใหม่ เขาเลือก “CICADA” บริษัทรับออกแบบภูมิสถาปัตย์สัญชาติสิงคโปร์ ที่ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสามของที่นั่น
ดูชีวิตจะยังสนุกกับความท้าทาย เมื่อเขาต้องเข้าไปทำงานในยุคที่บริษัทกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ และมีพนักงานย้ายออกจำนวนมาก
แต่ท่ามกลางวิกฤติ ก็มีโอกาสใหญ่วิ่งเข้าหา เมื่อเจ้านายยกให้ “ทศพร” เป็นหัวหน้าโปรเจก ดูแลการส่งงานออกแบบเข้าประกวด โครงการขนาดใหญ่ใจกลางเมืองสิงคโปร์ซึ่งต้องแทคทีมกับบริษัทวิศวกรรมเพื่อทำโครงการนี้ ผลของความมุ่งมั่น อดหลับอดนอน และได้ทีมงานที่ดี งานที่ได้มาแบบฟลุ้คๆ ครั้งนี้ ก็ตอบแทนเขาด้วย “ชัยชนะ!”
ไม่กี่เดือนต่อมา เขาก็ถูกท้าทายอีกครั้ง ด้วยการให้เป็นหัวหน้าทีม ส่งงานเข้าประกวด โดยโจทย์ครั้งนี้คือออกแบบแลนด์สเคปของสนามกีฬาแห่งชาติสิงคโปร์ สำหรับใช้จัดซีเกมส์ในปี 2015
งานนี้ พวกเขาก็ “ชนะ!” เป็นครั้งที่สอง
หลังจากนั้นคนหนุ่มวัย 28 ปี ในเวลานั้น ก็ถูกโปรโมทให้เติบโตไปอีกขั้น เมื่อบริษัทตัดสินใจแยกการบริหารออกเป็น 3 ทีม ไม่ต่างจากการมีบริษัทย่อย 3 บริษัท เขาคือ 1 ในทีมผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุด และทีมงานก็ล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ใครจะคิดว่าทีมนอกสายตาอย่างพวกเขาจะเป็นทีมเดียวกับที่สร้างผลกำไรและผลงานเข้าบริษัทมากที่สุดในตอนนั้น
การได้มาเป็นหัวหน้าคน ก็คือโอกาสได้เรียนรู้ ทั้งการบริหารงาน บริหารคน ร่วมแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติ การวางแผนงานให้เป็นได้ตามเป้าของบริษัท ได้เรียนรู้งานทุกๆ อย่าง ก่อนมาทำธุรกิจตัวเองที่เมืองไทย เมื่อสองปีที่ผ่านมา
ทศพรไม่ได้เริ่มธุรกิจในทันที เขาใช้เวลาอีกเกือบปีในการทำงานที่บริษัทในไทย ก็แค่ต้องรู้สถานการณ์ตลาดว่าแตกต่างไปจากสมัยก่อนหรือไม่ ซึ่งเขาบอกว่า ธุรกิจแลนด์สเคปมีพัฒนาการขึ้นมาก และดีเวลลอปเปอร์ทั้งหลายก็ใช้เรื่องแลนด์สเคปมาเป็นจุดขายของโครงการต่างๆ มากขึ้น ธุรกิจนี้ถูกให้ความสำคัญ แต่ขณะเดียวกันคู่แข่งก็เยอะมากขึ้นเช่นกัน
“เราจึงต้องมุ่งไปที่มาตรฐานการออกแบบและการบริการที่ประทับใจ โดยวางตัวเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบแลนด์สเคป ที่เราเชี่ยวชาญ”
งานคุณภาพ ส่งมอบงานที่ตรงต่อเวลา มีการบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม และติดตามการทำงานตลอดโครงการ โดยเริ่มจาก “ใช้ใจ” และ “ผลงาน” พิสูจน์ตัวเอง เอาชนะอุปสรรคการเป็นน้องใหม่ จนปัจจุบันมีลูกค้าที่เป็นทั้งบริษัทดีเวลลอปเปอร์ และบริษัทสถาปนิก ซึ่งใช้บริการของพวกเขา มูลค่าโครงการตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันล้านบาท
“งานแลนด์สเคปตอนนี้ ดีขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะมาก มันเป็นโอกาส และเทรนด์ทั่วโลกก็มุ่งไปที่การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เลยยิ่งทำให้คนมองเห็นความสำคัญของ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน ที่อยู่อาศัย จึงทำให้ธุรกิจเติบโต ซึ่งหลังเปิดเออีซี เราก็เตรียมที่จะรับงานในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะงานออกแบบของเมืองไทยได้รับการยอมรับอยู่แล้ว ขอแค่ทำให้มีมาตรฐานเท่านั้น”
เขาบอกความหวัง ที่อยากเห็นธุรกิจที่ทำมาด้วยสองมือ ยังแผ่กิ่งก้านไปได้อีกมาก..นับจากนี้
.........................
Key to success
โตแบบ “Greenesis”
๐กล้าออกจาก Comfort zone เพื่อพัฒนาตัวเอง
๐ประสบการณ์ กับความรู้ สำคัญกว่าเงิน
๐เปลี่ยน Mindset ตัวเองเพื่อการทำงานแบบมืออาชีพ
๐ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส พิสูจน์ตนด้วย “ผลงาน”
๐ โฟกัสไปในสิ่งที่เชี่ยวชาญ และทำมันให้ดีที่สุด





