ผ่านวิกฤติใหญ่ จนถึงวันมุ่งสู่ “120 ล้าน” คุยกับ “ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง” ปลุกปั้น “Fleen” เข้าปีที่ 3 มองจุดแข็งต้องทำของที่ไม่มีอะไรทดแทนได้ คนอยากซื้อแม้ไม่มีหน้า-ชื่อดารา รับยิ่งสูงยิ่งหนาว ตลาดความงามเดือดจัด ออนไลน์แข่งดุ คนรอซื้อช่วงลดราคา ส่วนเป้าระยะยาวอยากพาแบรนด์ไประดับโลก
หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมา 1 ปีเต็ม กระทั่งตัดสินใจเข้าซื้อกิจการมาเป็นของตัวเอง 100% โดยแบ่งสัดส่วน “ออม-สุชาร์” ถือหุ้นสัดส่วน 75% และ “อัง-สุพัตรา มานะยิ่ง” น้องสาวแท้ๆ ถือหุ้นสัดส่วน 25% ออมเปิดเผยว่า แม้ไม่ใช่การนับหนึ่งแต่ก็ต้องวางรากฐานระบบภายในองค์กรแบบเริ่มใหม่ทั้งหมด
ข้อดีคือเป็นจังหวะที่ “Fleen” เริ่มเป็นที่รู้จักบ้างแล้วจากเหตุการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา แม้การเข้าซื้อกิจการทั้งหมดจะถูกหลายคนมองว่า ไม่คุ้มค่า ราคาแพงเกินไป หากเทียบกับตัวเลข ณ เวลานั้น แต่ “ออม” มองว่า หากทำด้วยความตั้งใจสักวันธุรกิจต้องถึงจุดคุ้มทุน จนถึงวันนี้ก็ยืนยันว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ
“ออม” เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ 1 ปีก่อนหน้า บอกว่า อานิสงส์ตอนนั้นทำให้สินค้าขายดีมาก ของหมดสต๊อกภายใน 3-4 วัน แต่ตนเองรู้ดีว่า ทั้งหมดนั้น “ไม่ใช่เรื่องจริง” เกิดขึ้นเพราะกระแสที่ผู้บริโภคอยากสนับสนุน แต่ความจริงจะมาถึงหลังจากนั้น ถ้าของไม่ดีคนก็ไม่ซื้อต่อ ปีนี้จึงเป็นปีแห่งความจริง จะเกิดการซื้อต่อ-ซื้อซ้ำหรือไม่ รวมถึง NPD หรือโปรดักต์ใหม่ๆ ที่ต้องใช้ความพยายามในการผลักดันไปให้ถึงสถานะ “Hero Product” ท่ามกลางสงครามบิวตี้อันดุเดือด
ปัจจุบัน “Fleen” มีสินค้าราว 8-9 ตัว เฉลี่ยต่อปีดันสินค้าออกใหม่ 3-4 ตัว ก่อนหน้านี้มี “Tone-up Serum” เป็นโปรดักต์แจ้งเกิด ปีที่แล้วกวาดยอดขายไป 100,000 ขวด “ออม” ดึง Pain Point ที่ต้องได้ทั้งการบำรุงผิวและเตรียมผิวหน้าไปพร้อมๆ กัน จะทำให้ชนะตลาดต้องหาจุดที่ตลาดไม่มี ทำให้โดดเด่นและมีคนมองเห็นสินค้า
แม้ “ออม” มีหมวกอีกใบเป็นนักแสดง แต่มองว่า สิ่งที่จะทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ไม่ได้ตนเอง แต่เป็นโปรดักต์ที่ลูกค้าเลือกต่างหาก ซึ่งถัดจาก “Tone-up Serum” ปีนี้ “Fleen” ก็ได้ให้กำเนิด “Hero Product” ตัวใหม่อย่าง “Skin Tint” ให้การปกปิดที่บางเบากว่ารองพื้น มีความเป็นธรรมชาติสูง โดยตัวนี้ทำยอดขายเฉลี่ย 10,000 ชิ้นต่อเดือน นับตั้งแต่เดือนแรกที่วางขาย
“ตัว Skin Tint กับแป้ง Setting Powder ขายดีมาก ออมทำ Product Architecture เอง เพราะเรามาทีหลังและเป็นแบรนด์ไทยเราก็เล็กกว่าคนอื่น สิ่งที่จะทำให้เราชนะตลาดได้ คือความเข้าใจลูกค้า อะไรจะทดแทนไม่ได้เป็นโจทย์ในการทำสินค้าทุกตัว อย่าง Skin Tint ถ้าเทียบในกลุ่มงานผิวจะเป็นตัวที่บางเบาที่สุด ที่ผ่านมากลุ่มนี้ต้องขายการปกปิด”
-Skin Tint สินค้าออกใหม่น่าจับตา ของ Fleen-
นับตั้งแต่วันตั้งไข่ “Fleen” เดินทางมาครบ 3 ปีเต็ม จากปีแรกที่มีทีมหลังบ้านเพียง 4-5 คน ปีที่สองต้องเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ มาปีนี้ “ออม” พยายามเดินให้ครบทุกเส้นทาง ออนไลน์ที่เป็นสัดส่วนหลัก 90% ก็ยังไม่ทิ้ง และพยายามเสาะหาน่านน้ำใหม่ในส่วนของออฟไลน์มากขึ้น มองว่า ตอนนี้ตลาดยากทุกจุด ทำของดีก็ไม่ได้แปลว่าคนจะมองเห็น ต้องสื่อสารให้เข้าถึงได้ว่าแบรนด์กำลังทำอะไรอยู่
ไม่เพียง “T-Beauty” ที่ต้องสู้กันเอง แต่โปรดักต์ถูกหยิบคู่เทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในตลาดพร้อมเพรียงกัน ความยากของแบรนด์ไทยใหม่แกะกล่องแบบ “Fleen” คือสเกลในการผลิตที่มีข้อจำกัด สู้ด้วยปริมาณไม่ได้ก็ต้องสู้ด้วยนวัตกรรม สู้ด้วยส่วนผสม รวมถึงความเข้าใจที่มีต่อคนไทยซึ่งมีตัวแปรเรื่องสภาพอากาศที่ท้าทายมาก สำคัญที่สุดจะอยู่รอดต้องทำให้ “Fleen” ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ ไม่ต้องมีหน้าหรือชื่อดาราแปะก็ต้องขายได้
“สินค้าเราต้องไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ไม่ต้องมีดาราแปะก็ได้ ทำของที่ดี มี Unique Selling Point ยิ่งสูงยิ่งหนาว เราก็อยากโตขึ้นทุกปี ปีที่แล้วพอมีวิกฤติตั้งแต่เดือนแรกยอดลดลง แต่มากระโดดตอน 3-4 เดือนสุดท้าย แตะจบ 100 ล้านในปีที่สอง ปีนี้กระแสจบเป็นเรื่องของความจริงแล้ว ไม่โตไม่ได้ด้วย ช่วงที่คนซื้อบ่อยสุดคือช่วงแคมเปญ เป็นพฤติกรรมของผู้บริโภคไปแล้ว ต้องทำกิจกรรมอื่นให้ยอดขายเกิดขึ้นให้ได้ ถ้าไม่มีแคมเปญลูกค้าจะได้อะไร ต้องพยายามปรับบาลานซ์”
แผนปีนี้ “Fleen” มีออกสินค้าใหม่เป็นกลุ่มงานคัลเลอร์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งจุดแข็งเรื่องการดูแลผิว ส่วนเป้ารายได้ขอจบที่ “120 ล้านบาท” หรือทำได้เท่าเดิมที่ 100 ล้านบาทก็นับว่าเก่งมากแล้ว การไปต่างประเทศก็เป็นอีกชาเลนจ์ที่ “ออม” ให้ความสนใจ แต่ขอไปแบบที่มีความพร้อมแล้ว ตอนนี้ระบบหลังบ้านยังอยู่ในช่วงเตรียมตัว การสต๊อกสินค้ายังไม่นิ่ง ปริมาณการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์ยังมีระยะเวลารอสินค้า
ส่วนอนาคตอันไกลออกไป “ออม” ฝันพา “Fleen” ยืนระดับโลก อยากเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่ไปถึงจุดนั้นได้ รู้ว่าไม่ง่าย ไม่ใช่แค่มีเงินทำการตลาดก็ไปถึง ต้องมีแบคกราวนด์ มีเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้บริโภคผูกพัน ให้ลูกค้าเลือก “Fleen” เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องทำให้ได้





