การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายผลักดันนักท่องเที่ยว “ตลาดระยะไกล” (Long-haul) ในปี 2569 ให้ได้จำนวน 10.7 ล้านคน สร้างรายได้ 6.9 แสนล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจาก “สงครามตะวันออกกลาง” และสถานการณ์ “ประท้วง” เรื่องค่าครองชีพสูงที่ลุกลามในหลายเมืองของยุโรป
จิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แม้ปีนี้ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางจะลดลงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดอื่นๆ ยังเติบโตจากการมี “เที่ยวบินตรง” เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันสายการบินต่างๆ ในยุโรป เช่น กลุ่มลุฟท์ฮันซ่า ต้องการยกระดับความเป็นศูนย์กลางทางการบิน (ฮับบิน) ขยายเที่ยวบินเข้าเอเชียมากขึ้น และมีจุดหมายปลายทางน่าสนใจมากมาย เพื่อแข่งขันกับฮับบินในตะวันออกกลาง ปัจจุบันฮับบินในยุโรปกระจายอยู่หลายประเทศ อาทิ เยอรมนี อิตาลี และเดนมาร์ก
“แม้ปี 2569 ตลาดระยะไกลเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เหตุการณ์ประท้วงในหลายเมืองของยุโรป แต่ ททท. ไม่เคยเปลี่ยนเป้าหมาย 10.7 ล้านคน และคาดว่าแนวโน้มจะดีกว่าเป้าเล็กน้อยเป็น 10.77 ล้านคนในปีนี้”
ขณะที่ ปี 2570 คาดว่าตลาดระยะไกลจะเติบโตต่อเนื่องราว 4% ทั้งแง่จำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งจะเพิ่มเป็น 11 ล้านคน รายได้การท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 7.3 แสนล้านบาท
สำหรับ “ความท้าทาย” ในปี 2570 เห็นสัญญาณตั้งแต่ไฮซีซันปลายปีนี้ โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมัน” น่าจะสูงขึ้นอีกจากดีมานด์การเดินทางพุ่งในช่วงฤดูหนาว ส่งผลต่อ “ราคาตั๋วเครื่องบิน” ปรับสูงตามไปด้วย และน่าจะทำให้ยอดจองการเดินทางล่วงหน้า (Forward Booking) ชะลอตัวในไตรมาส 2-3 ปีหน้า ตรงกับช่วงฤดูร้อนที่ภาคท่องเที่ยวไทยต้องการนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล ซึ่งอาจจะเปลี่ยนไปเที่ยวภายในยุโรปกันเองแทน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภาวะเศรษฐกิจยุโรป อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของประเทศคู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้ราคาสินค้าบริการในจุดหมายปลายทางเหล่านี้ถูกกว่ามาเที่ยวไทย
ชู 3 กลยุทธ์หลักปั๊มดีมานด์
ด้านภาพรวม “3 กลยุทธ์หลัก” สร้างดีมานด์ตลาดระยะไกลในปี 2570 ได้แก่ 1.สร้างปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการซื้อขายสินค้าท่องเที่ยว ให้รู้จักประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ยังนิยมจองสินค้าผ่านตัวกลาง ทำให้ได้นักท่องเที่ยวทั้งในเชิงปริมาณและรายได้
2.สร้างพันธมิตรเพื่อเพิ่มทางเลือกการเดินทาง ผ่านแคมเปญต่างๆ เช่น Book Now, Travel Later และ 3.ขยายการรับรู้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางต่างๆ ในไทย รองรับพฤติกรรมการใช้ AI เสิร์ชหาข้อมูล
ควบคู่การเจาะตลาดศักยภาพของนักท่องเที่ยวระยะไกลแบบ “กว้าง x ยาว x ลึก” เจาะเมืองรองในประเทศต่างๆ พร้อมกับสร้างเครือข่ายเที่ยวบินกับสายการบินต่างๆ ผลักดันการเดินทางแบบ “All Year Round” มาเที่ยวไทยได้ตลอดทั้งปี โดยมอบโจทย์แก่สำนักงาน ททท. ให้เร่งผูกการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่รับผิดชอบไปยังเมืองรองต่างๆ ในไทย เช่น สนง.ปารีส ผูกกับอุบลราชธานี, สนง.ลอนดอน และ สนง.มอสโก ผูกกับพังงา, สนง.โรม ผูกกับเชียงรายและตรัง, สนง.แฟรงก์เฟิร์ต ผูกกับนครศรีธรรมราช, สนง.ในอเมริกาและตะวันออกกลาง ผูกกับนครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ เชียงราย พังงา แพร่ น่าน และกระบี่
ตลาดตะวันออกกลางปรับตัว “ลดลง”
ด้านสถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยว “ซาอุดีอาระเบีย” และ “ตะวันออกกลาง” หลังจากเกิดเหตุการณ์โจมตีและระเบิดทางอากาศที่สนามบินคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมื่อเดือน ต.ค. กระทบต่อยอดนักท่องเที่ยวซาอุดีอาระเบีย ลดลงทันทีเกือบ 40% เทียบช่วงเดียวกันของปี 2568 ทำให้ภาพรวมตลาดตะวันออกกลางทั้งหมด เป็นตลาดเดียวในกลุ่มระยะไกลที่ปรับตัวลดลง โดย ททท.คาดว่าในปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางรวมประมาณ 6-7 แสนคน ลดลงราว 2 แสนคน เทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวนกว่า 8 แสนคน
การปะทะกันอย่างรุนแรงทำให้สนามบินในกรุงริยาดต้องระงับการบิน แม้กลับมาให้บริการบางส่วนแล้วเมื่อวันที่ 25 ต.ค. แต่สายการบินหลายรายได้ยกเลิกเที่ยวบินเข้าสนามบินนี้ไปจนถึงปลายปี 2569 หรือยาวถึงต้นปี 2570 เช่น เที่ยวบินตรงเส้นทางริยาด-กรุงเทพฯ 10 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว แต่เส้นทางบินที่ยังเปิดให้บริการจากซาอุดีฯ ยังคงมีอยู่ ได้แก่ สายการบินซาอุเดีย (Saudia) บินตรงจาก เจดดาห์-กรุงเทพฯ 9 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ช่วยประคองการเดินทางเข้าไทยได้บางส่วน
ขณะที่สายการบินอื่นในกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ เอมิเรตส์ (Emirates) และฟลายดูไบ (Flydubai) ยังรักษาตารางทำการบิน (Slot) รวมกว่า 13,471 เที่ยวบิน ความจุที่นั่งกว่า 4 ล้านที่นั่ง โดยไม่ถอนเครื่องบินออก พร้อมกลับมาบินทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย
หวัง “มิดเดิลอีสต์” ติดลบลดลงเหลือ 6% จากวูบ 30%
ก่อนเกิดเหตุโจมตีดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียนับเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงมากและเป็นตลาดความหวังของท่องเที่ยวไทย หลังเกิดเหตุการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลาง ช่วงแรก (ม.ค.-พ.ค. 2569) ยอดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางติดลบหนักถึง 30% ทำให้ ททท.ต้องปรับกลยุทธ์ผ่านการเดินทางไปจัดงานแถลงข่าวด้วยตัวเองของผู้ว่าการ ททท. เพื่อสร้างความมั่นใจ พร้อมเชิญสื่อมวลชนจากสื่อระดับไฮเอนด์และอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มลูกค้ารายได้สูงในพื้นที่มาทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์
“หลังเดือน พ.ค. ยอดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางดีดกลับมาอย่างรวดเร็ว จากกว่า 2 แสนคน พุ่งเป็น 5 แสนคน น่าจะแตะ 6-7 แสนคนในช่วงปลายปี ทำให้ภาพรวมตลาดตะวันออกกลางทั้งปีนี้ ติดลบลดลงจากระดับ 30% เหลือติดลบไม่เกิน 6%”





