“ราคุเทน โคโบ”(Rakuten Kobo) มองคนไทยเปิดกว้างรับเทคโนโลยี ความนิยมการอ่านหนังสือยังมีต่อเนื่อง ยกระดับความร่วมมือ "เมพ คอร์ปอเรชั่น" เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊ก ปลดล็อกความเชื่อมั่นผู้ซื้อ ทั้งรับประกัน มีบริการหลังการขายสินค้า
ต้นปี 2569 “ราคุเทน โคโบ”(Rakuten Kobo) เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-รีดเดอร์(E-Reader) หรือเครื่องอ่านอีบุ๊ก(E-Book) มาชิมลางตลาดในประเทศไทยด้วยการจับมือพันธมิตร “เมพ คอร์ปอเรชั่น” ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
หลังเรียนรู้ ทำความเข้าใจตลาดอี-รีดเดอร์ในไทย เห็นโอกาสเติบโต จึงยกระดับความร่วมมือสู่การเป็น “ตัวแทนจำหน่าย” ราคุเทน โคโบ อย่างเป็นทางการ
มร.จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย เปิดเผยว่า ราคุเทน โคโบ มีหนังสือกว่า 8 ล้านเรื่องให้เหล่านักอ่านเติมเต็มความรู้ และพันธกิจของบริษัท คือการมุ่งตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กเชิงรุกในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย ที่มองเป็นตลาดสำคัญ ทั้งจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความนิยมอ่านหนังสือในหมู่คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่ ยังมีอยู่
จุดแข็งของ “ราคุเทน โคโบ” คือการเป็น “เบอร์ 1” จำหน่ายเครื่องอ่านอีบุ๊ก มีประสบการณ์ทำตลาดทั่วโลก เมื่อผสานพลังกับ “เมพ” แกร่งและเชี่ยวชาญตลาดประเทศไทย(โลคัล)จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
“กว่าทศวรรษ เราเริ่มธุรกิจในไต้หวัน และขยายไปสู่ตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ในการทำให้ผู้คนกลับมารักการอ่านอีกครั้ง เพราะการอ่านคือรากฐานของชีวิตอย่างแท้จริง”
การทำตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กในอดีตมีความท้าทาย โดยเฉพาะ 10 ปีก่อน ผู้บริโภคยังไม่รู้จักสินค้า คนอ่านหนังสือผ่านอีบุ๊กเพียง 10% เพราะนักอ่านคุ้นเคยกับกระดาษ แต่เมื่อโรงพิมพ์เริ่มเลือนหาย มาพร้อมกับโจทย์ทำให้คนยังอ่านหนังสือ จึงนำคอนเทนต์ที่หลากหลายมาอยู่ในเครื่องอ่านอีบุ๊ก สื่อสารกับผู้บริโภคให้รับรู้ข้อดี ความสะดวกในการพกพาเหมือนมีคลังหนังสือ ห้องสมุดเคลื่อนที่อยู่ในมือทุกคน การใช้อินฟลูเอนเซอร์ตอกย้ำ เพื่อสร้างความต้องการ
การทำตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊ก “ราคุเทน โคโบ” นำร่อง 3 รุ่น ได้แก่ Kobo Clara BW, Kobo Clara Colour และ Kobo Libra Colour ขนาดจอ 6 และ 7 นิ้ว อนาคตจะมีรุ่นหน้าจอใหญ่เสริมทัพ
“สิ่งสำคัญคือลูกค้ายังไม่รู้ความต้องการ แต่เราทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ เห็นความสำคัญในการมีเครื่องอ่านอีบุ๊ก ราคุเทน โคโบ คือห้องสมุดในมือของท่าน สามารถเลือกหนังสืออ่านได้ตามปรารถนา”
รวิวร มะหะสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การอ่านหนังสือออนไลน์กลายเป็นกระแสหลักของคนไทยแล้ว ปัจจุบันสัดส่วนการอ่านผ่านอีบุ๊กมีถึง 66% ส่วนอ่านบนกระดาษ 34% จากมูลค่าตลาดหนังสือที่คาดการณ์โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือประเทศไทย(PUBAT) มีมูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ทิศทางตลาดของเครื่องอ่านอีบุ๊กระดับโลกและไทยมีความสอดคล้องกัน โดยรายงานของ Mordor Intelligence ปี 2568 ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กโลกมีมูลค่า 8,310 ล้านดอลลาร์ คาดการณ์เติบโตเฉลี่ย 6.24% ภายในปี 2574 หรือมูลค่าแตะ 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์ และตลาดเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตเร็วสุด
“เมพอยู่ในตลาดอีบุ๊กมากว่า 10 ปี การเติบโตของตลาดเป็นอัตรา 2 หลักมาโดยตลอด”
ด้านความร่วมมือกับ “ราคุเทน โคโบ” ทำตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กด้วยการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะมีการขยายช่องทางจำหน่ายออฟไลน์สู่ร้าน B2S และจะเปิดแฟล็กชิปสโตร์ 4 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลลาดพร้าว และเมกาบางนา ผสานกับระบบออนไลน์ ReaderShip.com ส่วนสินค้า 3 รุ่น ราคาขายอยู่ 6,490 บาท(รุ่น Kobo Clara BW) และ 10,000 บาท โดยรุ่นท็อปหน้าจอสี Kobo Libra Colour ได้รับความนิยมสูงสุด
“เมพ” มีจุดแข็งจำนวนอีบุ๊กภาษาไทย 3-4 แสนเรื่อง ราคุเทน โคโบ จะเสริมทัพพอร์ตโฟลิโอหนังสือต่างประเทศเอาใจหนอนหนังสือให้มีความหลากหลายมากขึ้น
“การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเกิดประโยชน์กับบริษัท แต่ยังเติมเต็มให้กับนักอ่านมีความหลากหลายมากขึ้น ส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยให้ไปต่อได้ ที่สำคัญการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะช่วยปลดล็อกความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ไม่ต้องกังวลการรับประกัน การส่งซ่อม การให้คำปรึกษาการใช้งานจากพนักงานที่เชี่ยวชาญ”
สำหรับการอ่านอีบุ๊กของคนไทยผ่าน “เมพ” หมวดความบันเทิงยังครองใจผู้คน แยกย่อยลงไปมีทั้งนิยาย ไม่ว่าจะเป็นวาย ยูริ มังงะ การ์ตูนคอมมิก เว็บตูนแนวตั้ง ซึ่งอิงกับเพศ วัยของนักอ่านด้วย
“การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่บ่งบอกสังคมกำลังเปลี่ยนไปทิศทางไหน สะท้อนสิ่งที่เป็น อย่างไรก็ตาม เมพพยายามผลักดันตลาดการอ่าน สร้างเศรษฐกิจการอ่าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน นอกจากคอนเทนต์ เครื่องอ่านอีบุ๊กเป็นอีกหนึ่งกุญแจส้งเสริมการอ่าน”
ด้านภาพรวมธุรกิจปี 2569 บริษัทคาดการณ์เติบโตทรงตัว จากปกติจะวางเป้าหมายโต 10% ต่อเนื่อง โดยปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 2,160 ล้านบาท





