กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดสถิติ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-26 ก.ย. 2569 มีจำนวนสะสม 22.66 ล้านคน ลดลง 3.65% สร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท “นักท่องเที่ยวจีน” ครองอันดับ 1 ด้วยจำนวน 3.82 ล้านคน
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยผลการประเมินเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 26 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 22,666,429 คน ลดลง 3.65% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแล้ว 1,105,407 ล้านบาท (ไม่รวมจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงวันที่ 22-25 มิ.ย. 2569 และ 2568 เนื่องจากระบบเก็บข้อมูลขัดข้อง)
5 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 26 ก.ย. 2569
1. จีน 3,822,928 คน
2. มาเลเซีย 2,891,908 คน
3. อินเดีย 1,680,725 คน
4. รัสเซีย 1,249,801 คน
5. เกาหลีใต้ 831,716 คน
ในสัปดาห์ล่าสุด (วันที่ 20 - 26 กันยายน 2569) ภาพรวมการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มตลาดระยะใกล้ที่ขยายตัวในหลายตลาด ได้แก่ ไต้หวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 33.25% จากสัปดาห์ก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากวันหยุดเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ ส่งผลให้ไต้หวันขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 จากอันดับ 6 ในสัปดาห์ก่อน ขณะที่จีนเพิ่มขึ้น 42.62% เนื่องจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ทำให้มีวันหยุดต่อเนื่อง และการเดินทางก่อนช่วงวันหยุดวันชาติจีน ซึ่งเป็นวันหยุด Golden Week ในสัปดาห์ถัดไป และเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 32.73% จากสัปดาห์ก่อน จากการมีวันหยุดเทศกาล Chuseok
ส่วนกลุ่มตลาดระยะไกลโดยรวมชะลอตัว เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่มีการเดินทางลดลงในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มปกติของการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ในสัปดาห์นี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 482,751 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 18,551 คน หรือเพิ่มขึ้น 4% คิดเป็นนักท่องเที่ยวเฉลี่ย 68,964 คนต่อวัน
โดยระหว่างวันที่ 20 – 26 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน 94,343 คน (เพิ่มขึ้น 42.62% จากสัปดาห์ก่อน) 2.มาเลเซีย 60,254 คน (ลดลง 13%) 3.อินเดีย 40,284 คน (เพิ่มขึ้น 17%) 4.ญี่ปุ่น 24,853 คน (ลดลง 18.5%) และ 5.ไต้หวัน 24,135 คน (เพิ่มขึ้น 33.25%)





